สกู๊ป : กมธ.แก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา กับภารกิจหนุนท้องถิ่นพึ่งพาตนเอง ผุดแหล่งน้ำขนาดเล็ก ใช้ทุนน้อย คุ้มค่า ได้ผลเร็ว

    หนึ่งแนวทางที่เกษตรกรในบางท้องถิ่นเลือกใช้เพื่อแก้ปัญหาน้ำ นั่นคือ การสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็ก ตามหลักการพึ่งพาตนเองโดยไม่ต้องรอเพียงความช่วยเหลือจากภาครัฐ เน้นความสำเร็จ ที่เกิดจากความร่วมมือของคนในพื้นที่

    นายสังศิต  พิริยะรังสรรค์  ประธานกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำวุฒิสภา เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการ ได้ศึกษาแนวคิดพึ่งพาตนเองด้วยแหล่งน้ำขนาดเล็กจากท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จเพื่อนำไปเผยแพร่ต่อยังพื้นที่อื่น ๆ  การพึ่งพาตนเองด้วยแหล่งน้ำขนาดเล็ก จะเน้นใช้หลักการกักเก็บน้ำและกระจายน้ำใช้ตลอดปีไม่ปล่อยน้ำที่มีปริมาณมากในช่วงหน้าน้ำทิ้งสูญเปล่า

     “....สิ่งที่กรรมาธิการพยายามเผยแพร่ให้ความรู้แก่เกษตรกรก็คือให้พึ่งตัวเอง ในเรื่องของแหล่งน้ำขนาดเล็กน้ำที่มันไหลมาแล้วพอถึงเดือนพฤศจิกายน ก็จะไม่มีน้ำเหลืออีกต่อไปเพราะฉะนั้นเมื่อเห็นน้ำมาก็ช่วยกันขุดเป็นทางระบายน้ำเข้าไปเก็บเอาไว้ตามห้วยหนองคลองบึงก็จะสามารถเก็บน้ำได้มาก....”  นายสังศิต กล่าว

    พื้นที่ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการสร้างแหล่งน้ำประจำถิ่นที่แก้ปัญหาได้ทั้งในหน้าแล้งและหน้าน้ำ อย่างที่ฝายสิริ จ.ขอนแก่น ชาวบ้านได้ใช้การทอดผ้าป่าสองครั้งได้เงินมารวม 350,000 บาทนำมาสร้างฝายเก็บน้ำได้ถึง 8 ล้าน ลูกบาศก์เมตร หรือที่หนองกุดเป่ง ต.ท่านางแนว อ.แวงน้อย เกษตรกรลงขันใช้ทุนเพียง 20,000 บาทแต่สามารถชักรอกน้ำจากลำน้ำชีเข้ากักเก็บได้ถึง 400,000ลูกบาศก์เมตร และมีน้ำใต้ดินเก็บอีก 4 ล้านลูกบาศก์เมตร  ถือเป็นการเก็บน้ำที่ได้ปริมาณมากเมื่อเทียบกับการใช้งบประมาณที่น้อย ...ความสำเร็จเหล่านี้ เข้าตาคณะกรรมาธิการการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำวุฒิสภา ที่ยกให้เป็นต้นแบบขอนำมาศึกษาต่อยอดเพื่อส่งต่อความรู้การบริหารจัดการน้ำของชุมชนเหล่านี้ ไปสู่ชุมชน ทั่วทุกภูมิภาค

     แต่กระนั้น คณะกรรมาธิการก็พบว่า มีท้องถิ่นอีกไม่น้อย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับแหล่งน้ำขนาดเล็กสักเท่าใดนัก  เห็นได้จากงบประมาณตามพระราชกำหนดภายใต้แผนงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 573 โครงการ วงเงินกว่า 1,288 ล้าน  ในจำนวนนี้ มีเพียง 8 โครงการ ที่เป็นเรื่องแหล่งน้ำขุดสระเก็บน้ำหรือปรับปรุงร่องน้ำ และมีการใช้งบประมาณไปประมาณ 22 ล้านเท่านั้น ขณะที่หลักเกณฑ์ที่สภาพัฒน์ฯกำหนดให้เฉพาะโครงการ โคก หนอง นา โมเดลซึ่งเป็นเพียงรูปแบบเดียวของโครงการแหล่งน้ำขนาดเล็ก อาจทำให้เกิดการติดขัดเรื่องขอจัดสรรงบประมาณเช่นกัน

    นายสังศิต ระบุว่า เมื่อพูดถึงแหล่งน้ำ ก็มักจะนึกถึงกันแต่แหล่งน้ำขนาดใหญ่ คณะกรรมาธิการต้องการสื่อสารไปยังสำนักงบประมาณ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของการสนับสนุนงบประมาณในการสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ  ซึ่งจะส่งผลดีต่อชุมชนได้เร็ว 

    “....สิ่งที่เราจะสื่อสารกับทางสำนักงบประมาณก็คือให้สำนักงบประมาณได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของแหล่งน้ำขนาดเล็กเพราะว่าคนโดยทั่วไปร้อยละ 99.99 ของคนไทย มักจะนึกถึงแหล่งน้ำขนาดใหญ่ซึ่งมันจะต้องใช้งบประมาณ จำนวนมากใช้เวลาก่อสร้างรายปีไม่ทันใจเราอยากจะให้ทางสำนักงบประมาณได้เล็งเห็นว่าการทำแหล่งน้ำขนาดเล็กจะเป็นประโยชน์กับประชาชนมาก....” นายสังศิตกล่าว

      ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำวุฒิสภา ได้ระดมความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นสทนช.  โดยเฉพาะ สภาพัฒน์ฯ  ที่คณะกรรมาธิการเสนอให้มีการปรับหลักเกณฑ์เรื่องของแหล่งน้ำขนาดเล็กเสียใหม่ โดยให้ท้องถิ่นสามารถเสนอโครงการประกอบความเห็นของ สทนช. เข้ามายังสภาพัฒน์ฯได้โดยตรง สำหรับรอบถัดไป ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการ ยังคงประสานความร่วมมือกับส่วนจังหวัดและผู้นำท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่ตามภูมิภาคต่าง ๆเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ หลักการพึ่งพาตนเองด้วยแหล่งน้ำขนาดเล็ก ที่ใช้ทุนน้อยเห็นผลเร็ว คุ้มค่า และได้ผลยั่งยืน

 

 

เรณู เขมาปัญญา ข่าว เรียบเรียง