21 เม.ย.69 -  ที่ประชุมวุฒิสภา รับทราบรายงาน กมธ.ต่างประเทศ ศึกษาปัญหานอมินีต่างชาติ พบช่องโหว่กฎหมายเปิดทางทุนเทาครองธุรกิจไทย เสนอปรับแก้กฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ ให้ครอบคลุมมิติอำนาจควบคุมจริง พร้อมจัดตั้งทะเบียน UBO ระดับชาติ เข้มบังคับใช้กฎหมาย ด้าน สว.เสนอสุ่มตรวจบริษัทนอมินี เชื่อมฐานข้อมูลทุกหน่วยงาน และศึกษารูปแบบร่วมทุนโปร่งใสดึงทุนต่างชาติที่มีคุณภาพ

image

      ที่ประชุมวุฒิสภา รับทราบรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง NOMINEES การป้องกันการแทรกซึมของตัวแทนอำพรางต่างชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศพิจารณาเสร็จแล้ว พร้อมเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ และมีมติให้ส่งไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป

      นายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธาน กมธ. พร้อมคณะ กล่าวถึงผลการพิจารณาว่า ปัจจุบันปัญหาธุรกิจนอมินีของนักลงทุนต่างชาติในไทยมีแนวโน้มทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่การลงทุนข้ามพรมแดนและทุนสีเทาไหลเข้าสู่กิจการในประเทศมากขึ้น แม้จะมีกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลอยู่แล้ว แต่ช่องว่างเชิงโครงสร้างและการบังคับใช้ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงได้เปิดโอกาสให้ธุรกิจที่กฎหมายสงวนไว้สำหรับคนไทยถูกครอบครองและควบคุมโดยชาวต่างชาติในทางพฤตินัย โดยผลการศึกษาพบว่า ธุรกิจนอมินีมีรูปแบบหลากหลาย ตั้งแต่การถือหุ้นแทนแบบ 51/49 ไปจนถึงการใช้สัญญาบริหาร การให้กู้ยืม หรือการตั้งบริษัทบังหน้า ซึ่งช่องโหว่สำคัญอยู่ที่นิยาม "คนต่างด้าว" ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่อิงเพียงสัดส่วนการถือหุ้น แต่ไม่สะท้อนอำนาจควบคุมตามพฤตินัย ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง ซึ่งธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และการก่อสร้าง โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ อาทิ จังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ส่งผลให้ SMEs ไทยเผชิญการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม สูญเสียโอกาสทางธุรกิจ และแบกรับต้นทุนที่ดินและค่าเช่าที่สูงขึ้น

       กมธ.จึงเสนอกรอบนโยบาย 6 แกนหลัก เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ได้แก่ การปรับแก้กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ ให้ครอบคลุมมิติ "อำนาจควบคุมจริง" แทนการยึดเพียงสัดส่วนถือหุ้น พร้อมทบทวนบัญชีแนบท้ายกฎหมายทุก 3-5 ปี การยกระดับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สู่การกำกับดูแลเชิงรุก มีกลไกติดตามหลังจดทะเบียน โดยบูรณาการกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสรรพากร การจัดตั้งทะเบียนผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริง (UBO) ระดับชาติ เชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การสอดประสานมาตรการส่งเสริมการลงทุนกับเงื่อนไขที่สร้างคุณค่าแก่เศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีเป้าหมาย ควบคู่กับการออกแบบกลไก fast-track สำหรับนักลงทุนสุจริต และการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้พร้อมจัดช่องทางแจ้งเบาะแสที่มีมาตรการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลอย่างชัดเจน

         ด้าน สมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายเสนอความเห็นกันอย่างกว้างขวาง อาทิ นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ เสนอให้ภาครัฐต้องดำเนินการตรวจสอบข้อมูลระหว่างนอมินีและผู้ร่วมทุนที่ถูกต้องให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน พัฒนาให้ไทยเป็น Data Center หรือ Technology Hub ในอนาคต พร้อมเสนอรูปแบบการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดินได้ 100% กำหนดระยะเวลา 99 ปี หลังจากนั้นให้ที่ดินตกเป็นของรัฐหรือกรมธนารักษ์ และกำหนดให้โรงแรมขนาดเล็กเป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทยเท่านั้น เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเข้าสู่ระบบภาษี ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

        ขณะที่ นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว.ได้เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการข้อมูลร่วมกัน เพื่อตรวจสอบที่มาของเงินทุนและผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริงในบริษัท พร้อมฝากให้ กมธ.พิจารณา 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังจนถึงขั้นยึดทรัพย์และเพิกถอนการจดทะเบียนบริษัท การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อตรวจสอบผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริง และการสุ่มตรวจบริษัทที่จดทะเบียนแล้วว่ามีโครงสร้างนอมินีซ่อนอยู่ หรือไม่ พร้อมเสนอให้ศึกษารูปแบบการร่วมทุนขนาดเล็กเป็นทางเลือกในการดึงดูดทุนต่างชาติที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ