นายพละวัต ตันศิริ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงป่าชุมชน คาร์บอนเครดิต โมเดลแก้ฝุ่น PM2.5 ว่า เป็นโมเดลที่ใช้ความร่วมมือร่วมใจ ร่วมพลัง จากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยมีมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นตัวกลางในการประสานกับทุกภาคส่วน ซึ่งคาร์บอนเครดิตจะเปลี่ยนจากการดูแลป่าเป็นรายได้ของประชาชน แลกเปลี่ยน ซื้อ-ขาย เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon offset) จากองค์กร บุคคล งานบริการ หรือจากการผลิต ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยมีหลักการคือ บริษัทที่ทำธุรกิจกับต่างประเทศต้องมีประวัติการผลิตที่มีคาร์บอนเป็นศูนย์ หรือจะต้องหาวิธีลดคาร์บอนให้ได้มากที่สุด ซึ่งอาจจะสามารถชดเชยได้ด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตไม่เกิน 15% ของปริมาณทั้งหมด สำหรับการหาซื้อคาร์บอนเครดิตจะต้องมีบริษัทรับรองอย่างถูกต้อง ซึ่งในอดีตบริษัทที่รับซื้อมีราคาแพงมาก แต่ปัจจุบันมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีการประสานงาน ช่วยเหลือดำเนินการ รวมทั้งผลักดันให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศไทยสามารถเป็นผู้รับรองคาร์บอนเครดิตได้ จึงทำให้ภาคเอกชนยินดีสนับสนุนงบประมาณ จึงทำให้มีเงินหมุนเวียนในชุมชน ประชาชนได้ประโยชน์ในการอยู่ร่วมกับป่า และประเทศก็ได้ประโยชน์จากการลดฝุ่น PM2.5 มีลมหายใจที่สะอาด
นายพละวัต กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีความพยายามจากหลายภาคส่วนในการทำตลาดคาร์บอนเครดิตกลางในประเทศไทย แต่ยังติดในเรื่องค่ารับรองคาร์บอนเครดิตที่มีราคาแพงมาก ซึ่งการทำให้ค่ารับรองมีราคาถูกลง รวมถึงการให้ภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนได้ เป็นโจทย์ที่ดีที่จะทำให้ชาวบ้านในชุมชุนมีรายได้ตั้งต้นในการขายคาร์บอนเครดิต ทั้งนี้หากจะมีการขยายโมเดลดังกล่าวไปทั่วประเทศ ควรใช้กลไกจากภาคเอกชนและมูลนิธิเป็นหลัก เพราะการดำเนินงานมีความยืดหยุ่นมากกว่า โดยพื้นที่ที่ควรเริ่มต้นคือพื้นที่ทางภาคเหนือและแนวตะแขบที่เป็นป่า ซึ่งจะช่วยแก้ฝุ่น PM2.5 ได้ในปีต่อไป ขณะที่ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ภาคเอกชนต้องการมีเพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้การขยายโมเดลนี้เป็นไปได้สูงและตอบโจทย์เศรษฐกิจในชุมชน
คริส พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง (แฟ้มภาพ)