การประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่สนับสนุนหลักการเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ได้สะท้อนข้อห่วงใยในประเด็นการคุ้มครองสิทธิและภาระของประชาชนเมื่อเกิดข้อพิพาท
นายสุทัศน์ มีศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน อภิปรายสนับสนุนหลักการของร่างกฎหมายที่มุ่งปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อเทคโนโลยีและรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมชื่นชมความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น การรับรองทางกฎหมายของระบบอัตโนมัติ (Smart Contract) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการรองรับตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ ตั๋วเงิน และเช็คดิจิทัล ซึ่งช่วยลดต้นทุนและส่งเสริมการค้าไร้กระดาษได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตในประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะข้อมูลชีวภาพ เช่น ลายนิ้วมือ ม่านตา และใบหน้า ตามร่างมาตรา 8 ซึ่งมีความอ่อนไหวสูงและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เหมือนรหัสผ่าน หากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลหรือถูกโจรกรรม ประชาชนอาจได้รับผลกระทบในระยะยาว พร้อมเสนอให้หน่วยงานติดตามปรับปรุงมาตรฐานการเข้ารหัสและกำกับดูแลมาตรการจัดเก็บข้อมูลทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้รัดกุม ขณะที่ภาระการพิสูจน์ตามมาตรา 12 มองว่าแม้จะสร้างความแน่นอนให้ภาคธุรกิจ แต่สำหรับประชาชนทั่วไปอาจเป็นภาระหนักเพราะต้องออกค่าใช้จ่ายและหาผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีมาพิสูจน์ในศาลด้วยตนเอง จึงเสนอให้จัดตั้งกองทุนหรือมีกลไกช่วยเหลือจากภาครัฐ และประเด็นความพร้อมของบุคลากรภาครัฐ เนื่องจากกฎหมายครอบคลุมถึงธุรกรรมภาครัฐ แต่เจ้าหน้าที่ระดับภูมิภาคและท้องถิ่นยังขาดทักษะด้านเทคโนโลยี จึงต้องเร่งพัฒนาศักยภาพทั้งด้านความรู้และจำนวนบุคลากรให้เพียงพอ
ด้าน แพทย์หญิง บุญญาภา นาชัยเวียง ปุณณนิฏฐา สส.จังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ โดยเห็นว่าไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม แต่ยังวางหลักเกณฑ์ด้านความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน การทำสัญญาผ่านระบบอัตโนมัติ และการโอนสิทธิในตราสารอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตต่อร่างมาตรา 12 และมาตรา 26 กรณีประชาชนถูกสวมรอยทำสัญญากู้ยืมอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งที่ไม่ได้ทำธุรกรรมจริง แต่ข้อมูลยืนยันตัวตนอยู่กับผู้ให้บริการ ประชาชนจึงควรมีโอกาสเข้าถึงหลักฐานเพื่อใช้โต้แย้ง โดยเสนอให้มีกลไกเปิดเผยข้อมูลทางเทคนิคต่อศาล จัดสรรภาระค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์อย่างเหมาะสม และทบทวนการรับรองระบบเมื่อพบช่องโหว่ นอกจากนี้ ในส่วนของมาตรา 39 ว่าด้วยสัญญาที่เกิดจากระบบอัตโนมัติ เห็นว่าต้องกำหนดความรับผิดให้ชัดเจนกรณีระบบทำงานผิดพลาดหรือเกินขอบเขตที่ผู้ใช้กำหนด เช่น การสั่งซื้อวัตถุดิบเกินจำนวน พร้อมพิจารณาผลผูกพันของสัญญาและความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ควบคู่กันไป
แพทย์หญิงบุญญาภา กล่าวสรุปในช่วงท้ายว่า สนับสนุนให้สภารับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ พร้อมขอให้คณะกรรมาธิการพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ ทั้งการคุ้มครองประชาชนที่ถูกสวมรอย ภาระการพิสูจน์เมื่อเกิดข้อพิพาท และความรับผิดจากระบบอัตโนมัติที่ผิดพลาด เพื่อให้กฎหมายสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจดิจิทัลควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิประชาชนได้อย่างแท้จริง
อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
