นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศเมียนมาซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการทางการทูตและมนุษยธรรม เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน
นายอนุสรณ์ระบุว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 กรณีเครื่องบินรบของกองทัพเมียนมาโจมตีทางอากาศบริเวณริมแม่น้ำสาละวิน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่งผลให้แรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดข้ามมายังฝั่งไทย สร้างความเสียหายต่อโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านแม่สามแลบ อาคารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพื้นที่ชุมชน ทำให้ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ยังเกิดเหตุโจมตีทางอากาศในรัฐกะเหรี่ยง ส่งผลให้มีรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย โดยผู้บาดเจ็บบางส่วนต้องลำเลียงข้ามแม่น้ำสาละวินมายังฝั่งไทยเพื่อรับการรักษา
นายอนุสรณ์ เสนอให้รัฐบาลไทยดำเนินการในประเด็นสำคัญ ได้แก่ ยกระดับการประท้วงทางการทูตต่อรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างเป็นทางการและต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการทางทหารที่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดน และกำหนดหลักประกันไม่ให้เกิดเหตุโจมตีที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย การสนับสนุนข้อเสนอของประชาชนลุ่มน้ำสาละวินในการจัดตั้งเขตปลอดภัย(Safety Zone) ลึกเข้าไปในฝั่งเมียนมา 10 กิโลเมตรจากแนวชายแดนไทย เพื่อคุ้มครองประชาชน โดยเฉพาะชุมชน โรงเรียน สถานพยาบาล และพื้นที่พลเรือน พร้อมเสนอให้มีข้อตกลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับการงดเว้นการโจมตีทางอากาศ และการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลง และเสนอให้รัฐบาลไทยปรับบทบาทเป็นผู้ริเริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพในภูมิภาค โดยขอให้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดเวทีสันติภาพเมียนมา (Myanmar Peace Forum) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้หารือและแสวงหาแนวทางยุติความขัดแย้ง โดยผลักดันแนวทางฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
นอกจากนี้ นายอนุสรณ์ยังแสดงความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการควบคุมแรงงานเมียนมา โดยเฉพาะการบังคับส่งเงินกลับประเทศ การจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ตลอดจนขั้นตอนการจัดทำเอกสารรับรองสถานะบุคคล (Certificate of Identity: CI) ซึ่งอาจเพิ่มภาระให้แรงงานและผู้ประกอบการไทย รวมถึงส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ
นายอนุสรณ์ ย้ำว่ารัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญกับการคุ้มครองประชาชนตามแนวชายแดน ควบคู่กับการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบ และใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อผลักดันการเจรจาสันติภาพ ลดความรุนแรง และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ความขัดแย้งขยายวงกระทบต่อประเทศไทยในระยะยาว
อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
