คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จัดโครงการเสวนา เรื่อง “จำเป็นหรือไม่? ที่จะต้องมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน ตามมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ 2560” โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย ผู้แทนจากกรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงาน กสทช. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสภาทนายความ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 404 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ฝั่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
นายนิพนธ์ นาคสมภพ ประธานคณะอนุ กมธ. สิทธิเสรีภาพด้านสื่อสารมวลชนและสื่อสาธารณะ วุฒิสภา กล่าวว่า ตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้มีบทบัญญัติคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกหรือการแสดงความคิดเห็นของบุคคลไว้ในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยมาตรา 34 มาตรา 35 และมาตรา 36 โดยมาตรา 35 ได้กำหนดว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ แต่ปัญหาที่พบในปัจจุบัน คือ มีการใช้กระบวนการยุติธรรมาบังคับใช้กับเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ทั้งจากบุคคลที่ได้รับผลกระทบ หน่วยงานภาครัฐ ได้ใช้สิทธิตามกฎหมาย อาทิ ประมวลกฎหมายอาญาความผิดฐานหมิ่นประมาท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการละเมิดไปยื่นฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้สื่อมวลชนไม่ให้นำเสนอข่าวหรือลบข่าวนั้น ๆ ออกไป นอกจากนี้ ยังพบปัญหาจากการตีความคำว่า “สื่อ” เนื่องจากปัจจุบันบุคคลทั่วไปสามารถเป็นสื่อได้ด้วยใช้สื่อสังคมออนไลน์ อาทิ การเปิดเพจเฟซบุ๊ก และการเป็นยูทูปเบอร์ เป็นต้น จนไม่สามารถแยกแยะความชัดเจนระหว่าง “สื่อ” และ “Influencer” จึงทำให้มีการผลิตสื่อในทางที่ผิดและเกิดความสับสนต่อประชาชนผู้บริโภคสื่อ ดังนั้น คณะอนุ กมธ. จึงได้จัดการเสวนาครั้งนี้ขึ้น เพื่อศึกษาแนวทางการแยกแยะระหว่างผู้ที่จะได้รับสิทธิคุ้มครองและไม่ได้รับสิทธิคุ้มครองเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน ตลอดจนศึกษาเจตนารมณ์และบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งผลจากการเสวนาครั้งนี้ คณะอนุ กมธ. จะจัดทำข้อเสนอแนะด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเสนอต่อองค์กรสื่อมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องให้สามารถทำหน้าที่สื่อมวลชนได้อย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป
จากนั้นเป็นการอภิปราย เรื่อง “จำเป็นหรือไม่? ที่จะต้องมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน ตามาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ 2560” โดยรศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า หลักการเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ได้จำกัดเฉพาะเสรีภาพของสื่อมวลชนเท่านั้น และได้ถูกรับรองในรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งสิทธิเสรีภาพของสื่อเป็นตัวชี้วัดหนึ่งในดัชนีประชาธิปไตย (Democracy Index) แม้ว่าประเทศไทยจะมีดัชนีที่สูงขึ้น แต่เสรีภาพสื่อกลับลดลง สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองมีผลต่อเสรีภาพของสื่อ แม้ว่าในช่วงที่มีการเลือกตั้งหลังเหตุการณ์รัฐประหาร ปี 2557 กลับพบว่า เสรีภาพสื่อลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลมาจากการที่รัฐเข้ามาควบคุมสื่อมากขึ้น โดยเฉพาะการบังคับใช้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของสื่อมวลชน และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ รวมทั้งทำให้คดีเกี่ยวกับสื่อเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ดังนั้น เสรีภาพสื่อควรมีการตีความอย่างกว้าง และต้องสร้างความสมดุลระหว่างการทำหน้าที่โดยอิสระกับความรับผิดชอบของสังคมด้วย
ผศ.ดร.ชนัญสรา อรนพ ณ อยุธยา อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันอำนาจของผู้สื่อสารเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเครื่องมือการสื่อสารได้ ตั้งแต่ระดับผู้ใช้งาน (User) และผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Content Creator) และผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ (Influencer) แต่ผู้ที่ประกอบวิชาชีพสื่อ (Media Professional) ตามรัฐธรรมนูญ จะต้องเป็นผู้ที่มีทักษะ และมีเป้าหมายในการดำรงอยู่ ส่วนคำว่า สื่อมวลชนตามกฎหมาย มี 3 มิติ คือ 1. ทุกคนเป็นสื่อได้ 2. นักสื่อสารมวลชน 3. การยึดบรรทัดฐานสื่อ โดยผู้ประกอบวิชาชีพสื่อต้องมีความรับผิดชอบตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมที่จะไม่เผยแพร่ข่าวปลอม หรือข่าวลวงที่ส่งผลกระทบต่อสังคม
นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการระบุคำว่า สื่อมวลชน ในรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ฉบับปี 2540 เป็นต้นมา ประเทศไทยเป็นแห่งเดียวในอาเซียนที่ระบุถึงสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าสื่อต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ปัจจุบัน ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดว่าใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้ มาเป็น ใครๆ ก็เป็นผู้สร้างสรรค์เนื้อหาได้ แต่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อต้องยึดหลักสำคัญ คือ มีจริยธรรมวิชาชีพสื่อสารมวลชน ที่หากจะสื่อสารข้อมูลใด ๆ ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม
นางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย บรรณาธิการสำนักข่าว The Reporters กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองของไทยส่งผลให้สื่อมวลชนหลายแห่งถูกดำเนินคดี แต่สื่อบางสำนักไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกสมาคมสื่อแห่งใด ๆ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพในการสมัคร ไม่ได้เป็นการบังคับ เมื่อเกิดเหตุสื่อถูกฟ้องร้อง ก็ไม่มั่นใจว่าจะมีองค์กรใครเข้ามาคุ้มครอง ขณะที่สื่อบางสำนักไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกสมาคมสื่อ ก็ไม่ได้หมายความว่าสื่อแห่งนั้น ไม่ได้เป็นสื่อมวลชน ในขณะที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (Freedom of Speech) จึงไม่จำเป็นต้องตัดสินว่าใครเป็นสื่อหรือไม่ ตนตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเรื่องของการเมืองหรือไม่ ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายควบคุมสื่อ แต่ควรยึดหลักการหรือบรรทัดฐานที่ตรงกัน สิ่งสำคัญ สื่อมวลชนต้องมีจิตสำนึกในความเป็นมนุษย์ และรับผิดชอบหน้าที่ในการสื่อสารข้อมูลไปยังสังคม
ณัฐพล สงวนทรัพย์ ข่าว/เรียบเรียง