1 ก.พ.67 – สส.สุดารัตน์ พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามสดรัฐบาลถึงปัญหาราคาวัวตกต่ำและความคืบหน้าโครงการโคแสนล้าน ด้าน นายสมศักดิ์ รองนายกฯ แจง โครงการโคแสนล้าน อยู่ระหว่างการทำความเข้าใจกับประชาชนและหารือ ธ.ก.ส.เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยกู้ เชื่อ ช่วยเพิ่มกำลังซื้อ ส่งผลให้ราคาวัวดีขึ้น สร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมเดินหน้าปราบปรามปัญหานำเข้าวัวเถื่อน

image

             นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามสดรองนายกรัฐมนตรี ถึงปัญหาราคาวัวตกต่ำ ว่า ปัจจุบันราคาวัวตกต่ำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยราคาวัวลูกผสม จากเดิมตัวละ 50,000 บาท เหลือเพียงตัวละ 30,000 บาท ส่วนวัวตัวละ 30,000 บาท เหลือตัวละ 10,000 บาท ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่าง อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ว่า รัฐบาลกำลังจะมีโครงการ "โคแสนล้าน" จึงขอถามว่า โครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการเมื่อใด เพราะถือเป็นความหวังของประชาชน รวมทั้งขอฝากให้รัฐบาลส่งเสริมการต่อยอดพัฒนาสายพันธุ์ ด้วยการผสมเทียม ด้วย

              ด้าน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้ถามโดยชี้แจง ว่า โครงการ "โคแสนล้าน" ของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ซึ่งโครงการจะสนับสนุนให้กู้ยืม ครอบครัวละ 50,000 บาท โดยให้เกษตรกรเป็นผู้เลือกวัวเอง สามารถซื้อวัวได้ในราคาถูก และเมื่อเกษตรกรหาซื้อวัวพร้อมๆ กัน จะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อ ส่งผลให้วัวราคาดีขึ้น ช่วยสร้างรายได้ เกิดประโยชน์กับเกษตรกรโดยตรง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทำความเข้าใจกับประชาชน และหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หน่วยงานให้กู้ยืม เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยยังไม่นิ่ง โดยตอนริเริ่มโครงการดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4 แต่ขณะนี้ดอกเบี้ยขยับไปที่ร้อยละ 5.5 หากมีความคืบหน้าจะแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป นอกจากนี้ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ยังได้ร่างกฎหมายเพื่อการส่งเสริมปศุสัตว์และพัฒนาพันธุ์ อาทิ การพัฒนาวัวให้เป็นทั้งสายพันธุ์วัวเนื้อและสำหรับการกีฬาอย่างถูกกฎหมายได้ ตนมั่นใจว่า หากสามารถเลี้ยงวัวได้ทั้ง 2 มิติ ราคาวัวจะดีขึ้น โดยเฉพาะวัวเพื่อการกีฬา ที่อาจส่งผลต่อยอดในเรื่องการผสมเทียม เพราะจะทำให้พ่อพันธุ์และแม่พันธุ์มีราคาสูงขึ้น

                 นายสมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่ราคาวัวตกต่ำ ว่า สืบเนื่องจากมีการนำเข้าวัวเถื่อนตามแนวชายแดน เห็นได้จากข้อมูลผู้เลี้ยงวัวในประเทศ จำนวน  1,420,2000 คน มีปริมาณประชากรวัว จำนวน 9,739,000 ตัว ซึ่งการบริโภคเนื้อวัวในประเทศมีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ แต่กลับพบว่า มีปริมาณเนื้อวัวที่ใช้ภายในประเทศถึงกว่าร้อยละ 97 จากปริมาณที่เลี้ยงทั้งหมด แต่ยังมีวัวส่งออกขายยังประเทศเพื่อนบ้านได้อีกกว่า  2 – 3 แสนตัว จึงตั้งข้อสังเกตว่า วัวที่ส่งออกเหล่านี้มีที่มาจากแหล่งใด ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเร่งดำเนินการตรวจสอบต่อไป

อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ