นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวคัดค้านแผนกระทรวงคมนาคมที่เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติหลักการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากภาคเอกชน 4 สาย ได้แก่ สายสีเขียว สายสีชมพู สายสีเหลือง และสายสีน้ำเงิน มูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อโอนกิจการให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริหารจัดการรายเดียว โดยตั้งข้อสังเกตว่าการที่รัฐบาลชั่วคราวเร่งผลักดันเรื่องใหญ่และผูกพันงบประมาณมหาศาลเช่นนี้ อาจมีวาระซ่อนเร้นเรื่องผลประโยชน์ที่จะนำไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยพรรคประชาชนจับตาเรื่องนี้ด้วยความกังวลจาก 2 เหตุผลหลัก ประการแรก เป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนใหญ่รถไฟฟ้าหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันสัญญาสัมปทานเป็นลักษณะ PPP Net Cost ซึ่งเอกชนได้รับสิทธิในการลงทุน ระบบเดินรถและให้บริการ พร้อมจัดเก็บรายได้ โดยต้องรับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารเอง ซึ่งที่ผ่านมารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สีเหลือง และสีชมพูขาดทุนเพราะผู้โดยสารน้อยกว่าที่คาดการณ์ เอกชนจึงอยากขายคืนรัฐให้รัฐรับภาระความผิดพลาดจากการคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารสูงเกินจริงแทน ขณะที่สายสีเขียวสัญญาสัมปทานจะหมดในปี 2572 และมีปัญหาคดีความอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดังนั้นการที่รัฐซื้อคืนนอกจากจะส่อไปในทางเอื้อประโยชน์เรื่องราคาที่เหมาะสมแล้ว อาจเป็นการฟอกขาวแทนที่จะเอาคนผิดมาลงโทษ ประการที่สอง กรณีที่รัฐบาลอ้างความจำเป็นในการรวมศูนย์การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) ว่าเพื่อทำระบบตั๋วร่วม (Common Ticket) แต่ความจริงแล้วรัฐไม่จำเป็นต้องซื้อคืนก็ทำระบบตั๋วร่วมได้ทันที เพราะปัจจุบันมี พ.ร.บ.ตั๋วร่วมที่ผ่านสภาไปแล้ว รัฐบาลควรเดินตามแนวทางกฎหมายดังกล่าวและเร่งทำกฎหมายลูกออกมาเพื่อทำให้ตั๋วร่วมเกิดขึ้นจริงโดยรถไฟฟ้าทุกสายต้องเข้าร่วม แม้หลักการ Single Ownership ไม่ได้เป็นเรื่องผิด แต่ไม่ควรทำด้วยการซื้อคืน เพราะเป็นการเปิดช่องให้นายทุนใหญ่รถไฟฟ้าเจรจากับนักการเมืองเพื่อเปลี่ยนสัญญารัฐและหากินจากราคาส่วนต่าง
นายสุรเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าเรื่องนี้ ต้องตอบว่าจะซื้อคืนที่ราคาเท่าไหร่ ทำไมไม่ทำตามสัญญาที่เซ็นกันไปแล้ว และสัญญาใหม่ให้ผลประโยชน์แก่เอกชนอย่างไรบ้าง เพราะหากผลประโยชน์ไม่ดีขึ้น เอกชนอาจจะไม่ยอมเซ็น ซึ่งหน้าที่ของรัฐบาลคือต้องทำตามสัญญาที่เซ็นกันไปแล้ว ไม่ใช่หาข้ออ้างเล็งแต่การหาผลประโยชน์เพิ่มจากการเจรจาแก้ไขสัญญาสัมปทาน และเมื่อหมดสัญญาสัมปทานแล้วควรเอากลับคืนมาเป็นของรัฐ ไม่ใช่การขยายสัมปทานอย่างต่อเนื่องแบบกรณีสัมปทานทางด่วน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ควรฟันธงเพื่อนับหนึ่งในการซื้อคืน แต่ควรเปิดเผยตัวเลขออกสู่สาธารณะเพื่อให้แต่ละพรรคช่วยกันคิดหาทางออก และรอให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่มีความชอบธรรมเป็นผู้ตัดสินใจ โดยในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ควรให้เรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงให้แต่ละพรรคเสนอทางออกแล้วมาถกเถียงกันผ่านเวทีดีเบต ประชาชนจะได้เห็นว่าใครทำเพื่อประชาชนและใครทำเพื่อนายทุน โดยกำหนดกรอบในการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ อาทิ แต่ละพรรคจะแก้ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะอย่างไร หากจะซื้อคืนรถไฟฟ้าจริงต้องใช้เงินเท่าไหร่ เงินมาจากไหน ทำอย่างไรไม่ให้ต้องเอาเงินจากลูกหลานในอนาคตมาเอื้อประโยชน์ให้นายทุนใหญ่ในปัจจุบัน แล้วให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจผ่านคูหาเลือกตั้ง
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง