นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยกเลิก MOU 25544 (บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา 2544) ว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีความคืบหน้ามาเป็นระยะเวลา 25 ปี แต่เมื่อปี 2544 กัมพูชาลากเขตแดนทางทะเลพาดผ่าน 1 ใน 3 ของเกาะกูด โดยตามหลักมาตรฐานสากลในการลากเส้นทางทะเล เกาะต้องมีอาณาเขตของตนเองอย่างน้อย 12 ไมล์ทะเล ซึ่งเมื่อลากเส้นแล้วจะต้องอยู่กึ่งกลางระหว่างเกาะกูดของไทยและเกาะกงของกัมพูชา ไม่ควรพาดเกาะกูด ถึงแม้ใน MOU 2544 จะแบ่งเขตทางทะเลเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร และการหาผลประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนทางใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ ประมาณ 16,000 ตารางกิโลเมตร และจะต้องดำเนินการไปพร้อมกัน ห้ามทำอันใดอันหนึ่ง
นายนพดล กล่าวอีกว่า ในปี 2565 คณะกรรมการร่วมทางเทคนิค (Joint Technical Committee -JTC) ของฝ่ายกัมพูชา ได้เสนอขอแบ่งผลประโยชน์ทั้งหมด 26,000 ตารางกิโลเมตร โดยไม่สนใจที่จะแบ่งเขตแดนทางทะเล ในสัดส่วน 50 : 50 ของแหล่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ในพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งเมื่อปี 2516 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาที่เกี่ยวกับการแบ่งเขตทะเลให้สอดคล้องมาตรฐานสากล ที่กองทัพเรือ เรียกว่า เส้นแบริ่ง 211 ซึ่งในอดีตหากมีเรือประมงหรือเรือรบต่างชาติล้ำเข้ามา จะมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ตนได้เคยสอบถามกองทัพเรือในที่ประชุมกมธ.พบว่า กัมพูชาไม่เคยล้ำเส้นดังกล่าว แต่ยังคงยืนยันข้อเสนอแบ่งผลประโยชน์แบบ 50:50 ซึ่งหากยังคง MOU 2544 ต่อไป ตนเชื่อว่าไทยจะเสียประโยชน์อย่างมาก ทั้งนี้การยกเลิก MOU และหันไปใช้หลักมาตรฐานสากลในการลากเส้นแบ่งเขต จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากกว่า
นายนพดล ยังยกตัวอย่างว่า ไทยไม่เคยมี MOU กับมาเลเซีย เวียดนาม เมียนมา หรืออินโดนีเซีย แต่สามารถเจรจาแบ่งเขตทางทะเลได้สำเร็จ และบางพื้นที่ยังมีการพัฒนาร่วมกันอย่างเป็นธรรม ขณะที่กรณีฝั่งกัมพูชาซึ่งมี MOU กลับทำให้ไทยเสียเปรียบ
สำหรับขั้นตอนการยกเลิก MOU 2544 นายนพดล ระบุว่า ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะให้มีการทำประชามติหรือไม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะยกเลิกหรือไม่ โดยหากมีการทำประชามติ รัฐบาลควรให้ข้อมูลและความรู้แก่ประชาชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ อยู่ระหว่างการดำเนินการในเรื่องนี้
นอกจากนี้ นายนพดล ยังเสนอว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการทำงานด้านการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันไทยมีเครือข่ายความสัมพันธ์กับนานาประเทศกว่า 182 ประเทศ หากใช้เวทีระหว่างประเทศอย่างเหมาะสม จะช่วยอธิบายและสร้างความเข้าใจต่อจุดยืนของไทยในประเด็นชายแดนและอธิปไตยได้ในระยะยาว
คริส พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง (แฟ้มภาพ)