นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา กล่าวถึงทิศทางอนาคตการปกครองท้องถิ่นภายใต้รัฐบาลใหม่ผ่านรายการทันข่าววุฒิสภา ว่า การกระจายอำนาจเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมาอย่างยาวนานในสังคมไทย โดยแต่ละฝ่ายมีมุมมองแตกต่างกัน ซึ่งตนเห็นว่าความเห็นต่างไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการหาจุดร่วมที่เหมาะสม เพื่อสร้างอนาคตที่ดีที่สุดให้กับประชาชนในพื้นที่
นางสาวภิญญาพัชญ์ ระบุว่า ทิศทางสำคัญของการปกครองท้องถิ่นหลังจากนี้ควรเดินหน้าใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนจากการรวมศูนย์อำนาจ มาเป็นศูนย์กลางการบริการประชาชน โดยลดการควบคุมจากส่วนกลาง และเพิ่มอิสระในการตัดสินใจของท้องถิ่น พร้อมใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกฝ่ายควรเห็นพ้อง
การเพิ่มรายได้ให้ประชาชนและท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยต้องทำให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในเชิงโครงสร้าง และสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีรายได้ของตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว โดยการเปิดช่องทางรายได้ใหม่ เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม หรือการแบ่งรายได้จากค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวและอุทยาน เพื่อให้ท้องถิ่นมีศักยภาพในการดูแลประชาชนอย่างแท้จริง
และการขับเคลื่อนการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษตามศักยภาพพื้นที่ โดยไม่ควรมองว่าการปกครองท้องถิ่นต้องมีรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีบริบทแตกต่างกัน เช่น พื้นที่ท่องเที่ยว เมืองอุตสาหกรรม หรือเมืองเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งควรได้รับอำนาจจัดการตนเองที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ พร้อมย้ำว่าคณะกรรมาธิการจะทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย เพื่อให้การกระจายอำนาจไม่ก่อให้เกิด “เจ้าพ่อท้องถิ่น” แต่ต้องสร้างเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน
นอกจากนี้ นางสาวภิญญาพัชญ์ กล่าวว่า แนวทางที่มีความเป็นไปได้สูงและควรดำเนินการทันที คือ แนวทางแบบผสมผสาน ซึ่งทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ โดยการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการรวมศูนย์อำนาจ เช่น ระบบขออนุญาตออนไลน์ และการเปิดเผยงบประมาณแบบเรียลไทม์ ซึ่งใช้งบประมาณไม่สูงและไม่ต้องปรับโครงสร้างการปกครองส่วนภูมิภาคในทันที มีความเสี่ยงทางการเมืองต่ำ แต่ให้ผลประโยชน์กับประชาชนสูง รวมถึง การสร้างท้องถิ่นรูปแบบพิเศษในพื้นที่ยุทธศาสตร์เป็นพื้นที่นำร่อง เช่น ภูเก็ตมหานคร และเชียงใหม่มหานคร ซึ่งมีความพร้อมด้านงบประมาณและทรัพยากรมนุษย์ หากพื้นที่นำร่องประสบความสำเร็จ จะช่วยลดความกังวลของสังคมเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ และทำให้จังหวัดอื่นสามารถเดินตามได้
นางสาวภิญญาพัชญ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การกระจายอำนาจควรเริ่มจากงบประมาณ ก่อน เนื่องจากเงินเป็นหัวใจของการบริการสาธารณะ พร้อมเสนอให้ปรับสัดส่วนรายได้ของท้องถิ่นให้เกินร้อยละ 35 เพื่อให้ท้องถิ่นมีความมั่นคงทางการเงิน สามารถวางแผนพัฒนาพื้นที่ระยะยาวได้เอง โดยไม่ต้องรออนุมัติงบจากส่วนกลางเป็นรายโครงการ ซึ่งจะช่วยลดความล่าช้าและตอบสนองความต้องการประชาชนได้ทันที
ส่วนระบบตรวจสอบการใช้งบประมาณ หากมีการถ่ายโอนอำนาจและงบประมาณลงท้องถิ่นมากขึ้น นางสาวภิญญาพัชญ์ ระบุว่า แม้ปัจจุบันมีหน่วยงานตรวจสอบหลายหน่วย เช่น สตง. ป.ป.ช. ป.ป.ท. และผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ส่วนใหญ่เป็นการตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งมักพบปัญหาความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว จึงเสนอให้ปฏิรูประบบตรวจสอบ 3 ด้าน ได้แก่ 1. เปลี่ยนจากการตรวจสอบโดยบุคคลเป็นระบบดิจิทัลและ AI เพื่อจับความผิดปกติแบบเรียลไทม์ 2. เสริมความเข้มแข็งของสภาท้องถิ่นและภาคประชาชน ให้มีเครื่องมือและข้อมูลในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร และ 3. เร่งกระบวนการลงโทษทางวินัยและอาญาให้รวดเร็ว โดยบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อไม่ให้คดีล่าช้าจนผู้กระทำผิดพ้นความรับผิด
นางสาวภิญญาพัชญ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อนาคตการปกครองท้องถิ่นต้องก้าวข้ามความเห็นต่างทางการเมือง เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน โดยคณะกรรมาธิการฯ จะทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงและเกราะคุ้มกันให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็งที่สุด เพราะหากท้องถิ่นเป็นรากฐานที่แข็งแรง ประเทศชาติจะมั่นคงตามไปด้วย
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง
แฟ้มภาพ