นายทิวากร สุระชน รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์วิกฤตของเกษตรกรชาวไร่อ้อย หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เห็นชอบราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิตปี 2568/2569 เพียง 890 บาทต่อตัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำจนน่าตกใจและสวนทางกับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุหลักที่ทำให้รายได้ของเกษตรกรหายไปมหาศาลคือการดึงเรื่องความล่าช้าในการออกกฎหมายลูกเพื่อบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 ที่ระบุชัดเจนว่ากากอ้อยคือผลพลอยได้ที่ต้องนำมาแบ่งปันผลประโยชน์ในระบบ 70:30 แต่จนถึงปัจจุบันเงินกว่า 30,000 ล้านบาทจากกากอ้อยและโรงไฟฟ้าชีวมวลกลับยังคงค้างท่อ ไม่ถึงมือชาวไร่ เนื่องจากกลุ่มทุนโรงงานน้ำตาลยังคงใช้ช่องว่างทางกฎหมายอ้างนิยามเดิมเมื่อ 40 ปีก่อนว่าชานอ้อยเป็นขยะ ทั้งที่ในความเป็นจริงคือเชื้อเพลิงมูลค่าสูงที่สร้างกำไรมหาศาลผ่านกลเกมบริษัทลูกและการทำ Transfer Pricing เพื่อผันกำไรออกนอกระบบการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม
นายทิวากร กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่แสดงความจริงใจด้วยการเร่งรัดกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ให้ออกระเบียบปฏิบัติและข้อบังคับในการจัดเก็บรายได้จากกากอ้อยและพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายทันทีในฤดูกาลผลิตนี้ เพื่อนำเงินส่วนต่างดังกล่าวมาเติมเต็มราคาอ้อยที่ตกต่ำให้ขยับสูงขึ้นกว่า 890 บาท โดยรัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้โรงงานน้ำตาลตักตวงผลประโยชน์จากหยาดเหงื่อของเกษตรกรฝ่ายเดียว ในขณะที่ชาวไร่ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งภัยแล้งและต้นทุนปุ๋ยเพียงลำพัง นอกจากนี้ รัฐบาลต้องยุติวงจรการรอคอยที่แสนเจ็บปวดด้วยการเร่งรัดการจ่ายเงินสนับสนุนการตัดอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 จำนวน 120 บาทต่อตัน โดยต้องดำเนินการจ่ายทันทีหลังปิดหีบ ไม่ใช่ปล่อยให้ข้ามปีงบประมาณจนเกษตรกรต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาสำรองจ่ายค่าแรงไปก่อน ซึ่งหากรัฐบาลยังเพิกเฉยต่อการบังคับใช้กฎหมายกากอ้อยฉบับใหม่นี้ก็เท่ากับเป็นการสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มทุนในการทำลายอนาคตของอุตสาหกรรมอ้อยไทยอย่างเลือดเย็น
ทสท. ขอยืนหยัดเคียงข้างเกษตรกรชาวไร่อ้อยในการทวงคืนความเป็นธรรมและสิทธิที่ระบุไว้ในกฎหมายอย่างชอบธรรม โดย ทสท. จะติดตามการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดว่ามีการถ่วงเวลาของกระบวนการออกกฎหมายลูกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนรายใหญ่หรือไม่ เพราะเงินทุกบาทจากกากอ้อยและไฟฟ้าชีวมวลคือสิทธิที่เกษตรกรควรได้รับในฐานะเจ้าของวัตถุดิบต้นทาง รัฐบาลต้องกล้าหาญที่จะจัดการกับโครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยวและปิดช่องโหว่ของการผ่องถ่ายกำไรไปยังบริษัทลูกของโรงงานน้ำตาล เพื่อให้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์กลับมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับล่าสุด อย่างแท้จริง ก่อนที่เกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศจะต้องล้มละลายทิ้งอาชีพที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนานเพียงเพราะการบริหารจัดการที่ล่าช้าและขาดความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ
คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว / เรียบเรียง