นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา พร้อมคณะ แถลงผลการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และภาคประชาชน กรณีที่ กกต.เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี ดำเนินการฟ้องร้องประชาชนในข้อหาบุกรุกและทำลายบัตรเลือกตั้ง ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่กลางให้ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในวันเลือกตั้ง หลังจากที่ภาคประชาชนเข้าไปติดตามตรวจสอบในพื้นที่หน่วยเลือกตั้งเขต 1 จังหวัดชลบุรี จนเกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่การฟ้องร้อง
นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า จากการประชุม พบข้อเท็จจริงที่ยังขัดแย้งกันในประเด็นการปิดผนึกหีบบัตรเลือกตั้ง โดย กกต. ยืนยันว่าหีบบัตรที่ขนส่งมีการปิดผนึกเรียบร้อย ขณะที่ภาคประชาชนระบุว่าพบหีบบางใบปิดด้วยเทปกาวเท่านั้น โดยไม่มีการรัดด้วยเคเบิลไทร์และลงลายมือชื่อรับรองตามข้อบังคับของ กกต. จึงได้ขอให้ กกต. เร่งสืบสวนว่ากระบวนการทำงานของแต่ละหน่วยเลือกตั้งเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดหรือไม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การที่ กกต. ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจสูงกว่าออกมาฟ้องร้องประชาชน ทั้งที่การกระทำของภาคประชาชนมีเจตนาเพียงเพื่อสอบถาม เรียกร้องสิทธิ และตรวจสอบความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้งนั้น อาจเข้าข่ายการฟ้องเพื่อปิดปากประชาชน (SLAPP) หรือการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต หรือไม่ พร้อมตั้งคำถามถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการฟ้องร้องครั้งนี้
ในส่วนของการหาทางออก นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า หาก กกต. รับฟังและเข้าใจว่าภาคประชาชนเข้าไปในพื้นที่ด้วยความตั้งใจเพื่อตรวจสอบและแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในกระบวนการนับและรวบรวมคะแนนเลือกตั้งเท่านั้น ก็อาจนำไปสู่ความเข้าใจที่ดีขึ้นระหว่างกันได้ พร้อมแสดงความหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะถอยคนละก้าวเพื่อการไกล่เกลี่ยและถอนฟ้อง เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ทั้งแก่ประชาชนที่จะได้รับภาระในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ลดลง ขณะที่ กกต. จะได้รับภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ได้ขี้แจงต่อ กมธ.ว่า กกต.ไม่ได้มีเจตนาฟ้องร้องประชาชน แต่หากไม่ดำเนินการอาจถูกร้องเรียนในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 อย่างไรก็ตาม กกต.ยินดีเปิดกว้างให้มีการพูดคุย โดยมอบให้ กกต. ชลบุรี ซึ่งเป็นผู้ฟ้องพิจารณาเรื่องการถอนฟ้องตามความเหมาะสม โดยให้รายงานความเห็นกลับมายัง กกต. ส่วนกลางพิจารณาต่อไป
ด้าน นางสาวมาริสา ปิดสายะ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า แม้จะยินดีที่ได้รับฟังคำชี้แจงจาก กกต. แต่เนื่องจากยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะถอนแจ้งความหรือไม่ ทีมทนายจึงต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของลูกความต่อไป ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเป็นคดีอาญาแผ่นดิน แม้ผู้ร้องทุกข์จะถอนแจ้งความก็ไม่ตัดสิทธิพนักงานสอบสวนและอัยการในการดำเนินคดีต่อ อย่างไรก็ดี หาก กกต. ไม่ประสงค์ดำเนินคดีจะเปิดโอกาสให้ประชาชนต่อสู้คดีได้มากขึ้น
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง