23 ก.พ. 69 - รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ชี้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม สะท้อนวิกฤตสุขภาพจิตคนไทย เสนอ 3 มาตรการต่อ ศธ. เรียกร้องเร่งแก้ที่ต้นเหตุ พร้อมเสริมการเรียนรู้เด็กไทย มุ่งเน้นความเห็นอกเห็นใจ หวังลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในสังคมและโรงเรียน

image

        น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจส่วนตัว กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี และในพื้นที่อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา จนส่งผลให้สถานศึกษาหลายแห่งต้องระงับการจัดการเรียนการสอนเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อนักเรียนและบุคลากร โดยระบุว่า ช่วงหลายวันที่ผ่าน ตามที่ทุกคนพบเห็นข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม หลายครั้งแม้ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียนโดยตรง แต่มีแรงสะเทือนมาถึงห้องเรียนเสมอ ทั้งเด็ก ครู และครอบครัวต้องเผชิญความกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัย ยิ่งเมื่อเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดซ้ำในช่วงเวลาไม่นานที่ผ่านมา โรงเรียนมักกลายเป็นพื้นที่รับแรงกระแทกก่อนเสมอ ทั้งต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว สื่อสารกับผู้ปกครองทันที และประคองบรรยากาศการเรียนรู้ในช่วงเวลาที่เปราะบาง

        น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากที่ตนได้มีโอกาสสัมผัส หลายโรงเรียนมีแผนรับมือวิกฤตอยู่แล้ว และบางแห่งทำได้ดีมาก ทั้งการซ้อม การสื่อสาร และการดูแลเด็กในสถานการณ์จริง ขณะเดียวกันก็ยังเห็นว่าความพร้อมแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ จึงข้อเรียกร้อง จำนวน 3 มาตรการ ให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดำเนินการ ดังนี้

        ข้อแรก มีแผนการจัดทำเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ มีแผนการฝึกซ้อมชัดเจนในทุกเดือน ในทุกโรงเรียน เข้าถึงได้ในทุกโรงเรียน ทุกพื้นที่ เพื่อให้เด็กและครูทุกแห่งได้รับความคุ้มครองในมาตรฐานเดียวกัน ส่วนข้อที่สอง การเสริมความเข้าใจในครูและนักเรียน มุ่งเน้นการลงโทษ ทางวินัยเด็กในเชิงบวก เน้นความเห็นอกเห็นใจ (empathy) การพูดความรุู้สึก แทนการลงโทษ และไม่มองข้ามการบูลลี่ที่เกิดในนักเรียน ดูแลทั้งคนโดนกระทำ และคนกระทำ เพื่อลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในโรงเรียนทุกรูปแบบ ด้านข้อที่สาม ปัญหาสุขภาพจิตของคนไทย เห็นชัดคือเรื่องสุขภาพจิตการเข้าถึงบริการด้านจิตวิทยายังแตกต่างกันตามพื้นที่และทรัพยากร การเพิ่มระบบคู่สายเพื่อรับฟังปัญหา คลายความกังวล รวมถึงแยกแยะและติดตามกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงในชุมชนเพื่อบรรเทาหรือบำบัดรักษาทางจิตใจ ยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ ความปลอดภัยทางใจควรเป็นพื้นฐานของการศึกษาของเด็กไทยและคนในชุมชน 

       น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า คำถามนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระบบการศึกษา แต่ขยายไปถึงสังคมที่ทุกคนอยากเห็นร่วมกัน สังคมที่เด็กควรเติบโตได้โดยไม่ต้องคุ้นชินกับความรุนแรง และโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่วางใจได้จริง การสร้างสังคมที่ปลอดภัยและไร้ความรุนแรง จึงไม่ใช่ภาระของโรงเรียนเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของเราทุกคน เพราะการศึกษาที่มีความหมาย ควรเริ่มต้นจากการที่เด็กต้องรู้สึกปลอดภัย เข้าใจและเห็นใจผู้อื่น เพื่อให้พร้อมจะเติบโต ทั้งในห้องเรียน และในสังคมที่เขาต้ออยู่ร่วมกับผู้อย่างเข้าใจ

 

คณรัตน์ ยินดีมิตร / ข่าว / เรียบเรียง 

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ