นายโสภณ มะโนมะยา ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาและติดตามการดำเนินการเพื่อเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณารับทราบสถานะความคืบหน้าในการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD รวมทั้งประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมประชุม
ที่ประชุมได้รับทราบข้อมูลความคืบหน้าในการดำเนินการจากผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานประสานงานหลักด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยรายงานว่า ประเทศไทยได้ส่งมอบเอกสาร Initial Memorandum (IM) โดยรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อประเมินความสอดคล้องกับตราสารของ OECD ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในขั้นตอน Technical Review ทำงานร่วมกับผู้แทนจาก OECD เพื่อตรวจสอบความชัดเจนของข้อมูลและวางแผนการประเมินรายสาขา นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาศักยภาพ (Capacity Building) ร่วมกับประเทศสมาชิก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศนอร์ดิก
ด้าน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา รายงานว่า ได้ดำเนินการปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับตราสาร OECD โดยมุ่งเน้นการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน (Cross-cutting Integration) เนื่องจากประเด็นหลายด้านจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายกระทรวง เช่น การกำหนดมาตรฐานอาคารสถานศึกษาเพื่อป้องกันแผ่นดินไหว นอกจากนี้ การวิเคราะห์พบว่าอุปสรรคสำคัญอยู่ที่กฎหมายลำดับรอง เช่น ระเบียบ หรือประกาศจำนวนมาก ซึ่งมีผลต่อการปฏิบัติและการดำเนินธุรกิจโดยตรง มากกว่ากฎหมายหลัก ทั้งนี้เอกสาร IM ยังถือเป็นเอกสารสำหรับการทำงานภายในและยังไม่สามารถเผยแพร่ต่อสาธารณะได้จนกว่าจะผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจาก OECD
ขณะที่ ผู้แทนสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า สถาบันพระปกเกล้าทำหน้าที่เป็นกลไกวิชาการสนับสนุนรัฐสภา โดยดำเนินงานผ่านคณะกรรมการที่ปรึกษาของรัฐสภาไทยด้านการเข้าเป็นสมาชิก OECD และมีแผนวิจัยในช่วงปีพ.ศ. 2569–2570 ใน 4 ด้าน ได้แก่ การบริหารภาครัฐสีเขียว (Green Governing) การจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting) การสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน (Building Trust) และการพัฒนาระบบธรรมาภิบาลภาครัฐ (Public Governance) พร้อมกันนี้ ยังมีการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนผ่านเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและศูนย์พัฒนาการเมืองทั่วประเทศ รวมทั้งเชื่อมโยงความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันในต่างประเทศ เพื่อนำแนวปฏิบัติที่ดีมาปรับใช้ในบริบทของประเทศไทยงานวิจัยดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการพิจารณากฎหมายและการตรวจสอบการดำเนินงานของฝ่ายบริหารเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเข้าร่วม OECD
ส่วน ผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ได้ทำหน้าที่กำกับและประสานกลไกการดำเนินงานภายในประเทศ โดยประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับกระบวนการ Technical Review และการลงพื้นที่ของคณะผู้เชี่ยวชาญจาก OECD เพื่อสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีแนวทางเสนอจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลชุดใหม่ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายรวมถึงการขยายความร่วมมือด้านการประเมินความโปร่งใสของประเทศผ่านโครงการ Integrity Review of Thailand ภายใต้การสนับสนุนของสหราชอาณาจักร
ภายหลังการพิจารณา คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าความท้าทายสำคัญของกระบวนการเข้าร่วม OECD คือหลักการฉันทามติ (Consensus) ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกทั้ง 38 ประเทศ หากมีคณะกรรมการย่อยชุดใดไม่เห็นชอบกระบวนการทั้งหมดอาจหยุดชะงักได้ จึงจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งการปรับปรุงกฎหมายตามมาตรฐาน OECD อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการบางกลุ่ม โดยเฉพาะ SME จากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ควรมีการเตรียมมาตรการรองรับเพื่อลดผลกระทบและแรงต้านจากสังคม
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง
สำนักประชาสัมพันธ์ สนง.เลขาธิการวุฒิสภา ข้อมูล/ภาพ