9 มี.ค. 69 - กมธ.พลังงาน วุฒิสภา ติดตามสถานการณ์พลังงานจากผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลาง ระบุไทยยังมีน้ำมันสำรองรวมกว่า 95 วัน ขอประชาชนอย่ากักตุน พร้อมเสนอรัฐติดตามสต๊อกพลังงานใกล้ชิด วางแผนรับมือราคาพลังงานที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น

image

            นายพรเพิ่ม ทองศรี ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพลังงาน วุฒิสภา พร้อมคณะ แถลงข่าวถึงสถานการณ์ด้านพลังงานในปัจจุบัน รวมถึงประเด็นการกักตุนน้ำมันของประชาชน และการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อระบบพลังงานของโลก ทั้งด้านน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ การขนส่ง และการค้าพลังงาน ซึ่งประเทศไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงานจำนวนมาก ย่อมได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ตนคาดว่าสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางจะไม่ยืดเยื้อ อาจจบภายใน 1-2 สัปดาห์ พร้อมเสนอรัฐบาลเร่งประชาสัมพันธ์ ความเชื่อมั่นว่ายังมีน้ำมันเพียงพอ เพื่อป้องกันการกักตุน

            ด้านนายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อโดยเฉพาะบริเวณอ่าวฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยล่าสุดมีรายงานการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงกลั่นน้ำมัน ท่าเรือ และระบบขนส่งพลังงาน อาจส่งผลกระทบต่อการลำเลียงน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีการนำเข้าน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 30 ของความต้องการใช้ทั้งหมดของประเทศ ขณะที่ก๊าซ LNG มีการนำเข้าเฉลี่ยปีละประมาณ 10–12 ล้านตัน หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 3–4 ลำเรือ หากเกิดปัญหาในเส้นทางขนส่งหรือโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาคดังกล่าว อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานของไทยได้ อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน พบว่าประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรอง ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป รวมประมาณ 60 วัน และยังมีปริมาณที่อยู่ระหว่างการจัดซื้อและขนส่งเข้ามาเพิ่มเติม เมื่อรวมทั้งหมดแล้วจะมีสำรองประมาณ 95 วัน ทั้งนี้ หมายความว่า หากไม่มีการนำเข้าน้ำมันเพิ่มเติมเลย ประเทศไทยยังสามารถบริหารจัดการพลังงานได้ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ภาครัฐจำเป็นต้องเตรียมหามาตรการรองรับ เช่น การจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม รวมถึงการผลักดันให้แหล่งผลิตน้ำมันภายในประเทศเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงเร่งผลิตพลังงานทดแทน

            นายเกียรติชาย กล่าวต่อว่า ความกังวลในขณะนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ปริมาณน้ำมันสำรองเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่น่าห่วงมากกว่าคือแนวโน้มราคาพลังงานที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการขนส่ง เศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชน ดังนั้น คณะกรรมาธิการพลังงานเห็นว่ากระทรวงพลังงานควรมีมาตรการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการควบคุมการซื้อขาย การติดตามสต๊อกน้ำมันในคลังและสถานีบริการน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบขนส่งของประเทศ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนให้ใช้น้ำมันอย่างประหยัด และไม่กักตุนเก็บไว้เกินความจำเป็น เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะตื่นตระหนกและเปิดช่องให้เกิดการเก็งกำไร หากพบการกระทำผิดกฎหมายควรใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการอย่างเข้มงวด

            ด้านนายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา รองประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า การหารือครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมและวางแผนล่วงหน้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ภาครัฐได้มีการเตรียมมาตรการรองรับไว้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือการวางแผนระยะยาวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงลดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

อรพรรณ ขันทองคำ ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ