นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) กล่าวถึงวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นกู้ว่า ปัญหาหุ้นกู้ผิดนัดหรือเลื่อนการชำระในปี 2568 มีมูลค่ากว่า 8,319 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 162% ขณะที่ในปี 2569 ช่วงวันที่ 1 มกราคม - 6 มีนาคม พบมูลค่าแล้ว 4,981 ล้านบาท สะท้อนความเปราะบางของตลาดทุนไทย ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวมีหลายมิติ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน แต่จากการถอดบทเรียนพบว่า ประเด็นสำคัญที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดคือมิติด้านธรรมาภิบาล โดยเฉพาะจรรยาบรรณและจริยธรรมของผู้ออกหุ้นกู้ ผู้ตรวจสอบบัญชี รวมถึงประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและการกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหานี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ลงทุนรายย่อยที่ขาดความรู้ด้านการลงทุน และถูกดึงดูดด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงโดยไม่ตระหนักถึงความเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่นำเงินออมก้อนสุดท้ายมาลงทุน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่โปร่งใสเพียงพอ และการขาดนักวิเคราะห์อิสระ เนื่องจากข้อมูลส่วนใหญ่จัดทำโดยผู้จัดจำหน่ายหุ้นกู้ หากไม่เร่งแก้ไข อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในตลาดทุน ทำให้ต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการสูงขึ้น เกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขันระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการขนาดเล็ก รวมถึงลดศักยภาพการพัฒนานวัตกรรมของระบบเศรษฐกิจ และทำให้นักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนลดลง
สำหรับข้อเสนอแนวทางเร่งด่วน นายปิยพัฒน์เสนอให้เร่งปรับปรุงกฎเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ให้เข้มงวดมากขึ้น พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษต่อผู้ออกหุ้นกู้หรือผู้เกี่ยวข้องที่ขาดความโปร่งใส รวมทั้งเสริมอำนาจผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ให้สามารถปกป้องสิทธิผู้ลงทุนได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีระบบให้ข้อมูลและการให้ความรู้แก่นักลงทุนอย่างเพียงพอ รวมถึงระบบเตือนภัยสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่อาจไม่เหมาะกับการลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง พร้อมสนับสนุนกลไกช่วยเหลือผู้ลงทุนที่ได้รับความเดือดร้อน เช่น การจัดตั้งกองทุนคุ้มครองผู้ลงทุน หรือระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่รวดเร็วและเป็นธรรมเพื่อให้ระบบตลาดทุนเข้มแข็งยิ่งขึ้น
อรพรรณ ขันทองคำ ข่าว/เรียบเรียง