นายพละวัต ตันศิริ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือตอนบน นำคณะสมาชิกวุฒิสภา ประกอบด้วย นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ นายมังกร ศรีเจริญกูล นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช นางวาสนา ยศสอน และ ดร.ธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ ลงพื้นที่จังหวัดพะเยา ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อเสนอแนะ และแนวทางในการป้องกัน รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติซ้ำซ้อนที่จังหวัดพะเยาต้องเผชิญอยู่เป็นประจำ ทั้งปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ณ ห้องประชุมภูกามยาว ศาลากลางจังหวัดพะเยา โดยมี นางสาวอรอาภา แก้วเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ แก้วเสนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ให้การต้อนรับ ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เกี่ยวข้อง
การหารือครั้งนี้ มุ่งเน้นการบูรณาการตามกรอบยุทธศาสตร์สำคัญของจังหวัดพะเยา ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน การเสริมสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะการรับมือ “ภัยพิบัติซ้ำซ้อน” ทั้งไฟป่า ภัยแล้ง และน้ำท่วม ซึ่งเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างของพื้นที่ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 ให้สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดภาค ซึ่งยังคงเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ เนื่องจากจังหวัดพะเยาเผชิญสถานการณ์ค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐานต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการเชิงรุก ทั้งการป้องกันไฟป่าต้นทาง การบริหารจัดการเชื้อเพลิง และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเป็นระบบ
ด้าน ประธานสภาลมหายใจจังหวัดพะเยา ได้ชี้ปัญหาหลักมาจากการเผาทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ รวมถึงการเผาในป่าลึกและพื้นที่รอยต่อข้ามจังหวัด พร้อมเสนอแนวทางแก้ไข ได้แก่ การดูแลสวัสดิการและประกันภัยเจ้าหน้าที่ด่านหน้า การพัฒนาอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับภูมิประเทศ การสร้างนวัตกรรมจากเศษวัชพืชเพื่อลดการเผา และผลักดัน กฎหมายอากาศสะอาด ให้เป็นรูปธรรม ส่วนด้านสาธารณสุข เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงกว่า 141,216 คน ขณะที่มาตรการภาคสนามครอบคลุมทั้ง 9 อำเภอ 68 ตำบล 811 หมู่บ้าน ทั้งระบบแจ้งเตือน Cell Broadcast การใช้ อสม.เคาะประตูบ้าน รณรงค์หยุดเผาครบ 100 % ตลอดจนการจัดทำแนวกันไฟ 1044 กิโลเมตร มาตรการการทำคลินิกมลพิษ การทำมุ้งสู่ฝุ่น ห้องปลอดฝุ่น การแจกหน้ากากอนามัยกว่าหนึ่งล้านชิ้น
ประธานคณะกรรมการฯ ได้สอบถามเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้อง 3 ประเด็น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ได้แก่ 1.การจัดสรรงบประมาณ มีข้อสังเกตถึงข้อขัดข้องในการวางแผนใช้งบประมาณ ทั้งในด้านระเบียบวิธีการเบิกจ่ายที่อาจไม่สอดรับกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้การดำเนินงานในพื้นที่ขาดความคล่องตัว จึงควรพิจารณาปรับปรุงกลไกการจัดสรรงบประมาณให้มีความยืดหยุ่น ทันต่อสถานการณ์ และสามารถตอบสนองภารกิจได้อย่างทันท่วงที 2.การใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ พบว่า บางพื้นที่ยังใช้อุปกรณ์ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ เช่น ไม้ตบ ซึ่งอาจไม่เหมาะกับพื้นที่ป่าภูเขาหรือพื้นที่ลาดชัน จึงมีข้อเสนอให้ทบทวนและพัฒนาเครื่องมือให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ รวมถึงการนำเทคโนโลยี เช่น โดรน มาใช้ในการตรวจหาแนวหัวไฟและติดตามสถานการณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมไฟป่า และ 3.กลไกการรับมือในระดับพื้นที่ (ระดับจังหวัด) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการกลไกการทำงานในระดับจังหวัด ให้มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างชัดเจน พร้อมทั้งเสริมสร้างการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และภาคประชาชน เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช้แนวทางแบบเหมารวม (One-size-fits-all)
ภายหลังการหารือคณะกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดเฝ้าระวังไฟป่า บ้านภูเงิน อ.เมืองพะเยา พบต้นแบบ “เครือข่ายหมู่บ้านจ้างลาดตระเวน” และบ้านโพธิ์ทอง ที่ชุมชนมีส่วนร่วมเฝ้าระวังไฟป่าอย่างเข้มแข็ง สามารถลดจุดความร้อน (Hotspot) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เตรียมผลักดันขยายผลในพื้นที่เสี่ยงอื่น ซึ่งข้อมูลและข้อเสนอจากการลงพื้นที่จะถูกนำไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายในระดับประเทศ ทั้งด้านงบประมาณ เทคโนโลยี และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นระบบและยั่งยืนต่อไป
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง
สำนักประชาสัมพันธ์ วุฒิสภา ข้อมูล/ภาพ