นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา พร้อมกรรมาธิการ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ณ ศูนย์บริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำตรังเทศบาลเมืองทุ่งสง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในการนี้ จ.อ. เวชยันต์ หนูรักษา ปลัดเทศบาลเมืองทุ่งสง รักษาราชการนายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสง กล่าวต้อนรับ นายสมพงษ์ วงศ์แก้ว ที่ปรึกษาศูนย์บริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำตรัง เทศบาลเมืองทุ่งสง ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดนครศรีธรรมราชมีลักษณะภูมิประเทศตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาของเทือกเขาหลวง ทำให้เผชิญอุทกภัยซ้ำซากทุกปีและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในวงกว้าง เทศบาลเมืองทุ่งสงจึงจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำตรังเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2562 โดยบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และสถาบันการศึกษา พร้อมเข้าร่วมเครือข่ายกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำตรังใน 2 จังหวัด คือ นครศรีธรรมราชและตรัง
สำหรับมาตรการรับมือภัยแล้งในปี 2569 เน้นการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด การขุดลอกคลองล่าเลาและคลองป้าปาน รวมถึงการซ่อมแซมฝายชะลอน้ำแบบหินทิ้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำและสร้างการรับรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ ส่วนด้านกรมชลประทาน ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำคลองวังหีบอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (น้ำควนกรด) ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 4,500 ไร่ กักเก็บน้ำได้ประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร เป็นประโยชน์แก่ประชาชนราว 3,971 ครัวเรือน ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำและลดความเสี่ยงจากภัยแล้งในระยะยาว
ภายหลัง กมธ.รับฟังข้อมูลได้แสดงความคิดเห็นและข้อสังเกต โดยชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการมีส่วนร่วมบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ ทั้งนี้ การดำเนินการก่อสร้างฝายในพื้นที่เชิงเขาถือเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการชะลอการไหลของน้ำและช่วยดักจับตะกอน รวมถึงลดการปนเปื้อนของสารเคมีในแหล่งน้ำ พร้อมตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะประเด็นการแยกเส้นทางน้ำสำหรับการอุปโภคและบริโภคว่ามีการดำเนินการอย่างเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงการประเมินศักยภาพของแหล่งกักเก็บน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำ ว่าสามารถรองรับสถานการณ์ฝนตกหนักรุนแรง (Rain Bomb) ได้เพียงพอหรือไม่ รวมทั้งได้เน้นย้ำให้ผู้นำท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ยึดหลักประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ พร้อมทั้งผลักดันให้การแก้ไขปัญหาทั้งภัยแล้งและอุทกภัยดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยไม่ควรได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในระยะยาว
นอกจากนี้ กมธ. ยังได้ศึกษาดูงาน ณ ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ บ้านไสเหนือ ตำบลนาหลวงเสน อำเภอทุ่งสง โดยมี ว่าที่ร้อยตรีหญิงอรุณพร จันทร์เสน ให้ข้อมูลว่า กลุ่มบริหารจัดการน้ำชุมชนทุ่งสงก่อตั้งขึ้นหลังวิกฤตภัยแล้งปี 2519 ที่ทำให้พืชเศรษฐกิจอย่างมังคุดยืนต้นตาย ชุมชนจึงรวมตัวจัดทำผังน้ำตามแนวพระราชดำริ มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งแนวทางสำคัญของกลุ่มฯ ประกอบด้วย การส่งเสริมเกษตรผสมผสาน การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง การก่อสร้างฝายชะลอน้ำกึ่งถาวร ถังดักตะกอน และถังพักน้ำ ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม คือ กักเก็บน้ำสำรองได้กว่า 80,000 ลูกบาศก์เมตร เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน นอกจากนี้ ยังมีแผนต่อยอดสู่การอนุรักษ์พันธุ์พืชท้องถิ่น พัฒนาธนาคารต้นไม้ และวางรากฐานสู่ระบบคาร์บอนเครดิตในอนาคต
ทั้งนี้ กมธ. ได้เสนอแนะเชิงนโยบายให้ชุมชนต่อยอดสู่ระบบคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้เสริมแก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการลดใช้สารเคมีและยกระดับคุณภาพผลผลิต พร้อมเน้นย้ำให้ผู้นำท้องถิ่น โดยเฉพาะกำนัน มีบทบาทเชิงรุกในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อเป็นรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจในภาวะที่มีความผันผวน และควรขยายผลต้นแบบนี้ไปยังชุมชนอื่นในวงกว้าง เพื่อสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งระดับพื้นที่สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาคต่อไป
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง
สำนักประชาสัมพันธ์ วุฒิสภา ข้อมูล/ภาพ