การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 12 สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง ที่มี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม พิจารณาผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา เรื่องแนวทางการสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาระบบข้าวครบวงจรของประเทศไทย โดย นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกมธ.กล่าวว่า คณะกมธ.ได้ศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค และแนวทางยกระดับขีดความสามารถของระบบข้าวไทยทั้งระบบ โดยเห็นว่าข้าว ไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร วิถีชีวิต และรายได้ของเกษตรกรไทยจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันมีครัวเรือนเกษตรกรปลูกข้าวกว่า 4.6 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคการผลิตข้าวของไทยต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ยังต่ำ การแข่งขันทางการค้าจากประเทศคู่แข่ง ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความผันผวนของตลาดโลก ส่งผลให้คณะกมธ.ตั้งคณะอนุกมธ.พิจารณาศึกษาและพัฒนาระบบข้าวครบวงจร เพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน นำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน
นายธวัชกล่าวด้วยว่า แม้ก่อนหน้านี้ทั้งคณะกมธ.จากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะเคยเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาข้าวต่อรัฐบาลในหลายประเด็นแล้ว แต่การศึกษาครั้งนี้ได้ลงลึกในประเด็นที่ยังไม่เคยศึกษาอย่างละเอียด โดยเฉพาะ ปัจจัยการผลิต ทั้งเมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ย สารเคมีทางการเกษตร รวมถึงกฎหมายค่าเช่านา ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกรจำนวนมากที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองและต้องเช่านาเพื่อเพาะปลูก
ด้านนายเดชา นุตาลัย รองประธานกมธ.และประธานคณะอนุกมธ.พิจารณาศึกษาและพัฒนาระบบข้าวครบวงจร วุฒิสภา กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่าปัญหาระบบข้าวไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยกำหนดประเด็นปัญหาหลักไว้ 2 ด้าน ได้แก่ ปัจจัยการผลิต ด้านการตลาด แรงงาน และข้อกฎหมาย สำหรับปัจจัยด้านการผลิต พบข้อจำกัดในการวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ขณะที่ราคาปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต อีกทั้งเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน และต้องเช่านาในราคาสูง ส่วนมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เห็นว่าควรส่งเสริมอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ทั้งโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว การสนับสนุนเทคโนโลยีเครื่องจักรกลทางการเกษตร และการวิจัยพัฒนานวัตกรรมการผลิตและแปรรูปข้าว ขณะที่ด้านการตลาด พบว่าราคาข้าวในประเทศมีความผันผวน การแข่งขันทางการค้าสูง และยังขาดการพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ส่วนด้านแรงงานประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานวัยทำงานในภาคเกษตร การดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้าสู่อาชีพทำนายังมีข้อจำกัด รวมถึงต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาแมลงศัตรูพืช และแหล่งน้ำไม่เพียงพอ ขณะที่กฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับระบบข้าวยังกระจัดกระจายอยู่หลายหน่วยงาน ขาดกลไกกลางในการบูรณาการ
ภายหลังการนำเสนอผลการศึกษา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลายคนร่วมอภิปรายสนับสนุนข้อเสนอของคณะกมธ. อาทิ นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน เสนอให้กรมการข้าวเร่งวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงถึง 1.5 ตันต่อไร่ และมีอายุเก็บเกี่ยวสั้นไม่เกิน 100 วัน เพื่อช่วยให้ชาวนาบริหารจัดการน้ำและลดความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ นายเศรณี อนิลบล เห็นว่าปัจจัยกระทบสำคัญที่สุดคือราคาปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีราคาสูง ทั้งที่ประเทศไทยมีศักยภาพผลิตปุ๋ยได้เอง ขณะที่นางกัลยา ใหญ่ประสาน เสนอให้ความสำคัญกับการทำนาอินทรีย์ การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน และการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแรง ต้านทานโรค และสามารถเพิ่มมูลค่าผ่านการแปรรูปได้ อย่างไรก็ตามที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบผลการพิจารณาศึกษาและข้อเสนอแนะของคณะกมธ. พร้อมส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อดำเนินการต่อไป
ณัฐเดช เอียดปุ่ม ข่าว/เรียบเรียง