ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ พิจารณาความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรภูฏาน โดย นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า การจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–ภูฏาน เริ่มต้นขึ้นหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้เปิดการเจรจาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ก่อนมีการประกาศเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 และสามารถสรุปผลการเจรจาพร้อมลงนามความตกลงได้เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ต่อมา เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ฝ่ายภูฏานได้เสนอปรับปรุงความตกลงเพื่อให้ครอบคลุมเขตบริหารพิเศษเมืองเกเลฟู ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในการเจรจารอบแรก เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายและสถาบันในขณะนั้น ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 และทั้งสองประเทศได้ลงนามในเอกสารแก้ไขความตกลงดังกล่าวผ่านช่องทางทางการทูตเมื่อเดือนธันวาคม 2568 เป็นที่เรียบร้อย
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่าความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ภูฏาน เป็นความตกลงที่ครอบคลุมทั้งด้านการค้าสินค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยประกอบด้วย 10 บท และ 4 ภาคผนวก ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า มาตรการเยียวยาทางการค้า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ตลอดจนกลไกระงับข้อพิพาทและบทบัญญัติด้านสถาบัน โดยภาคผนวกกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับข้อผูกพันด้านภาษีศุลกากรของทั้งสองประเทศและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า
สำหรับการเปิดตลาดสินค้า ภูฏานจะเปิดตลาดให้แก่สินค้าจากไทยในสัดส่วนร้อยละ 99.8 ของรายการสินค้าทั้งหมด ขณะที่ไทยเปิดตลาดให้สินค้าจากภูฏานในสัดส่วนร้อยละ 94 โดยทั้งสองฝ่ายจะยกเว้นอากรศุลกากรทันทีเมื่อความตกลงมีผลใช้บังคับ นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดโควตานำเข้าสินค้าบางรายการเป็นรายปี โดยไทยเปิดโควตาให้สินค้าจากภูฏานจำนวน 11 กลุ่มสินค้า อาทิ มันฝรั่ง กระเทียม เมล็ดกาแฟ ชา ข้าว และผลิตภัณฑ์ประมง ขณะที่ภูฏานเปิดโควตาเฮเซลนัตให้ไทยจำนวน 2 ตัน
นอกจากนี้ FTA ไทย–ภูฏาน ยังครอบคลุมประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้า เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าให้มีความเรียบง่าย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การการค้าโลก (WTO) รวมถึงกำหนดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 18 สาขา เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การเกษตร และการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันในอนาคต
นางศุภจี กล่าวว่าความตกลงดังกล่าวจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศภูฏาน รวมทั้งช่วยกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง