17 มิ.ย. 69 - กมธ.ปภ. สภาฯ-สกสว.-นักวิชาการ จัดเสวนาหาทางออกปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ชูบูรณาการงานวิจัย-วิทยาศาสตร์-กฎหมาย พร้อมดันตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานและยกระดับกลไกการทูต แก้ปัญหาเชิงรุกและคุ้มครองสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืน          

image

           คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน ในคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย และสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดเวทีเสวนาเรื่อง "ทางออกของประเทศไทยต่อมลพิษข้ามพรมแดน : บูรณาการนิติวิทยาศาสตร์ กฎหมายการเจรจา และข้อมูลวิจัย" ณ ห้องสัมมนา ชั้น B1 อาคารรัฐสภา    
          ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวรายงานและเปิดการเสวนาว่า ภารกิจสำคัญของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) อยู่ภายใต้ สกสว. เป็นหน่วยงานที่ใช้องค์ความรู้ในการสร้างงานวิจัยและนวัตกรรม สิ่งสำคัญคือแก้วิกฤตเร่งด่วนของชาติ ซึ่งการปนเปื้อนของมลพิษข้ามพรมแดน เป็นปัญหาเร่งด่วนและน่าจะเป็นวาระสำคัญของประเทศที่ทั้งกองทุน ววน. สกสว. และหน่วยงานในเครือข่ายให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
          ที่ผ่านมากองทุน ววน. ร่วมกันขับเคลื่อนผ่านหลายภาคส่วน ทั้งภาคีเครือข่าย ภาคประชาสังคม อย่างสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และหน่วยงานราชการในจังหวัดเชียงราย โดยน่าชื่นชมที่การทำงานไม่ได้มุ่งเน้นแก้ปัญหาที่จะสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์แล้วไปกำหนดนโยบายสาธารณะ แต่เป็นการปกป้องสิทธิของประชาชนในพื้นที่เพื่อให้เข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ร่วมมือกัน ทั้งภารกิจด้านงานวิจัยและข้อมูลที่เกิดจากการทำงานหน้างานจริง มาพัฒนาใช้ AI ที่จะสนับสนุนกระบวนการที่จะทำให้วิทยาการต่าง ๆ เกิดขึ้น ให้ประชาชนเข้าถึงได้ (Open Science) สะท้อนว่าการลงทุนงานวิจัยผ่านกองทุน ววน. ไม่ได้หยุดเฉพาะสร้างองค์ความรู้แต่จะต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ในกรณีนี้คือการปกป้องสุขภาพของประชาชนโดยอาศัยระบบเตือนภัย
          ข้อค้นพบในมุมงานวิจัยและนวัตกรรมสะท้อนสิ่งสำคัญที่บอกว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเดียวกันกับหลายพื้นที่จากหลายแหล่งกำเนิด หากไม่เร่งสร้างระบบความรู้และระบบเฝ้าระวังที่เข้มแข็งความเสียหายจะเกิดขึ้นต่อสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจในพื้นที่จะขยายวงกว้างขึ้น ทั้งนี้ ต้องบูรณาการความรู้ร่วมกัน ทั้งด้านเทคโนโลยี วิศวกรรม กฎหมาย เศรษฐศาสตร์การเมืองและการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ ซึ่งจะต้องใช้ทุกอย่างร่วมกันจึงจะมีทางออกสำหรับปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนนี้ได้ และเป็นที่มาของเวทีเสวนาดังกล่าว
         จากนั้นเป็นการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "บทเรียนสากลเมื่อต้นเหตุมลพิษอยู่นอกเขตอำนาจรัฐ : วิศวกรรม นิติวิทยาศาสตร์ และการตัดสินใจ" โดย Prof. Danny D. Reible (Texas Tech University, USA) สรุปใจความสำคัญว่า แนวคิดหลักในการจัดการระบบธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากมนุษย์ คือ จัดการที่สาเหตุหรือแหล่งกำเนิดก่อน ซึ่งการบรรเทาหรือฟื้นฟูโดยไม่ควบคุมสาเหตุหรือแหล่งกำเนิดนั้นมีประโยชน์น้อยมาก ขณะที่ระบบธรรมชาติมักมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะจัดการกับปริมาณสารปนเปื้อนในตะกอนดินโดยตรงได้, จัดการที่ความเสี่ยง ไม่ใช่จัดการที่สารปนเปื้อนหรือการรบกวน กล่าวคือ ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับการตอบสนองของระบบธรรมชาติ ไม่ใช่ระดับของการรบกวน เช่น ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตสำคัญกว่าความเข้มข้นของสารปนเปื้อน ควรเน้นไปที่การดำเนินการระยะยาวที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และการดำเนินการที่เรียบง่ายเพื่อลดการรบกวน เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนในพื้นที่เดิม (in-situ) แทนการขุดและขนย้าย (dig and haul) ระบุแนวทางการตอบสนองแบบได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (Win-Win) คือ การเชื่อมโยงการจัดการเข้ากับความต้องการทางเศรษฐกิจ ชุมชน และนิเวศวิทยา
          ต่อมาเป็นการนำเสนอ เรื่อง "ภาพรวมการปนเปื้อนข้ามพรมแดนในประเทศไทย จากแม่น้ำกก-โขงตอนบน สู่ภาคอีสาน และลำห้วยคลิตี้" โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นายศรัณย์พร เกิดเกาะ หัวหน้าคณะวิจัยมหาวิทยาลัยนเรศวร และการเสวนา เรื่อง "มิติกฎหมาย บทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานและการทูตระหว่างประเทศ" โดย นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม
          ในช่วงท้าย นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ประธานกรรมาธิการฯ กล่าวถึงการจัดการปัญหาในประเทศ ที่มีข้อเสนอจากเวทีเสวนาให้เอกชนจัดทำทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ที่ปัจจุบันประเทศไทยใกล้มีกฎหมายอากาศสะอาด โดยในส่วนของมลพิษข้ามแดนได้ให้ระบุเรื่องการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งปัจจุบันร่างกฎหมายอยู่ในชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภา ซึ่งได้แก้ไขโดยเปลี่ยนให้เหลือเพียงการตรวจสอบย้อนกลับ โดยรัฐเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งต้องต่อสู้กันอีกในรัฐสภา ทั้งนี้ เชื่อว่ากฎหมายอากาศสะอาดฉบับนี้จะโยงไปถึงเรื่องของการจัดการแร่ได้ไม่ยาก
          อีกประเด็น คือ ร่างกฎหมายวัตถุอันตราย ซึ่งทางอนุกรรมาธิการฯ ไม่ได้ตรวจสอบแค่เพียงเรื่องการนำเข้าและส่งออกอย่างเดียว แต่ตรวจสอบไปถึงการส่งออกวัตถุหรือสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำเหมืองแร่ด้วย ซึ่งอนุกรรมาธิการฯ จะไปตรวจสอบร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อหาแนวทางให้มีการกำหนดวัตถุอันตรายหรือสารเคมีให้ระบุห่วงโซ่อุปทาน ส่วนการจัดการระหว่างประเทศไม่ใช่เพียงไทยกับเมียนมา โดยต้องยกระดับทั้งไทย เมียนมา และลาว ซึ่งประเด็นหนึ่งที่ไทยเจอหนักมากคือทางจังหวัดเลย ที่รับน้ำโขงมาจากลาว มีปัญหาสัตว์น้ำปนเปื้อนสูงกว่าเกณฑ์อย่างมาก และจะต้องคุยกับจีนให้ชัดเจนในส่วนนี้ด้วย ซึ่งอยากเสนอว่าปัจจุบันมีกรอบความตกลงอาเซียนกับจีนอยู่ ซึ่งได้ระบุเรื่องการลงทุนสีเขียวและตั้งคณะทำงานเศรษฐกิจสีเขียวด้วย ดังนั้น จึงสามารถนำกลไกนี้มาพูดคุยในการจัดการปัญหาได้ แต่มีข้อจำกัดคือไม่สามารถไปฟ้องบังคับทางจีนได้ แต่เป็นกลไกที่สามารถผลักดันทางการเมืองได้อย่างแน่นอน ทำให้การแก้ปัญหาเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง
          นอกจากนี้ อนุกรรมาธิการฯ ยังอยู่ระหว่างการจัดทำแพลตฟอร์มเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบต่าง ๆ ที่จะใช้ประโยชน์ในการเจรจา สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือข้อมูลการตรวจ ต้องมีการอ้างอิงจากหน่วยงานรัฐ หน่วยงานวิจัย และต้องจัดเก็บพิกัดในพื้นที่ตรวจด้วย โดยคาดว่าแพลตฟอร์มจะแล้วเสร็จในสิ้นเดือนนี้

ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ