10 ส.ค. 69 - นายนพดล พริ้งสกุล สว. มองไทยมีความพร้อมรับมือเอลนีโญ แต่ต้องเร่งบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานให้เป็นระบบเดียว พัฒนาการแจ้งเตือนภัย – บริหารความเสี่ยงล่วงหน้า เสนอผลักดันการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวาระแห่งชาติ

image

           นายนพดล พริ้งสกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวในรายการทันข่าววุฒิสภา ถึงกรณีองค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนสถานการณ์เอลนีโญรุนแรงขึ้นในเดือนสิงหาคมว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในระดับหนึ่ง ทั้งศักยภาพของหน่วยงานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมอุตุนิยมวิทยา ระบบชลประทาน และการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาคือการบูรณาการข้อมูลให้เป็นระบบเดียว โดยเฉพาะการสื่อสารและระบบเตือนภัย ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญ ทั้งนี้ เอลนีโญไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะสภาพอากาศ แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร พลังงาน และเศรษฐกิจ จึงควรเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุเป็นการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า โดยประเทศไทยไม่ได้ขาดข้อมูล แต่ต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูลให้เป็นหนึ่งเดียว และนำไปสู่การตัดสินใจและแจ้งเตือนภัยอย่างรวดเร็ว เพื่อลดความสูญเสีย

          ส่วนด้านการบริหารจัดการน้ำ นายนพดล มองว่าต้องเปลี่ยนเป็นการบริหารจัดการแบบบูรณาการ โดยให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนเป็นลำดับแรก ก่อนจัดสรรให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม ควบคู่การรักษาระบบนิเวศ เพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำชุมชน และส่งเสริมการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ขณะที่การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว ไม่ควรมองเป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศทั้งด้านน้ำ อาหาร พลังงาน เศรษฐกิจ และสุขภาพประชาชน จึงเสนอให้รัฐบาลยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ โดยทุกกระทรวงบูรณาการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้ในแผนงานและงบประมาณ พร้อมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น และนำข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้ในการวางแผนและตัดสินใจ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือความเสี่ยงในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว

ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง

รูปภาพ (แฟ้มภาพ) /เพจเฟซบุ๊ก ดร.นพดล พริ้งสกุล

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ