นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อธิบายกระบวนการดำเนินการในคดีที่เรียกกันว่า คดีฮั้ว สว. หลังมีการกล่าวถึง คณะ 26 และ คณะ 36 อย่างต่อเนื่อง จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นคณะสอบสวนในกระบวนการเดียวกัน หรือคณะ 36 ถูกตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนต่อจากคณะ 26 โดยย้ำว่า ทั้งสองคณะมีหน้าที่แตกต่างกัน และควรแยกบทบาทให้ชัดเจน
นายศุภชัยระบุว่า กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งแยกหน้าที่ของผู้ทำสำนวน ผู้กลั่นกรองสำนวน และผู้วินิจฉัยออกจากกัน โดย คณะ 26 หรือคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 มีหน้าที่สืบสวนและไต่สวนข้อเท็จจริง รวบรวมพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แจ้งข้อกล่าวหา เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงหรือนำพยานหลักฐานมาหักล้าง รวมถึงจัดทำความเห็นประกอบสำนวน แต่ไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้ใดผิดหรือไม่ผิด ส่วน คณะ 36 หรือคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนใหม่แทนคณะ 26 แต่มีหน้าที่พิจารณาและกลั่นกรองสำนวนการไต่สวนที่ผ่านขั้นตอนของสำนักงาน กกต. แล้ว โดยพิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมาย ก่อนจัดทำความเห็นเสนอ กกต. พิจารณาต่อไป
นายศุภชัยอธิบายว่า เมื่อคณะ 26 จัดทำสำนวนแล้ว จะส่งเข้าสู่สำนักงาน กกต. ส่วนกลาง เพื่อให้ผู้รับผิดชอบวิเคราะห์สำนวนและจัดทำความเห็นตามสายงาน จากนั้นจึงเข้าสู่การพิจารณาของคณะ 36 ก่อนเสนอ กกต. ชุดใหญ่พิจารณาชี้ขาดหรือมีคำสั่งตามอำนาจกฎหมาย ดังนั้น กระบวนการจึงไม่ได้ดำเนินการจากคณะ 26 ไปยังคณะ 36 โดยตรง
นอกจากนี้ นายศุภชัยเห็นว่า ประเด็นสำคัญในการพิจารณาคดีไม่ได้อยู่เพียงความเห็นของคณะ 26 หรือคณะ 36 แต่ต้องตรวจสอบที่มาของพยานหลักฐาน ขั้นตอนการนำเข้าสู่สำนวน ผู้ที่นำหลักฐานเข้าสู่สำนวน รวมถึงตรวจสอบว่าพยานหลักฐานได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และผู้ถูกกล่าวหาได้รับโอกาสตรวจสอบและโต้แย้งพยานหลักฐานอย่างเป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีเอกสารหรือข้อมูลที่อ้างว่ามาจาก DSI หรือบุคคลภายนอก ต้องแยกระหว่างข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะกับพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบตามกระบวนการของ กกต.
นายศุภชัยย้ำว่า การพิจารณาคดีควรอยู่บนพื้นฐานของการตรวจสอบที่มาของพยานหลักฐาน ความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการ และความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา โดยเห็นว่าความหนักเบาของคดีไม่ควรขึ้นอยู่กับกระแสข่าว แต่ควรพิจารณาจากน้ำหนักของพยานหลักฐานและความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการ พร้อมระบุว่า การดำเนินการในคดีไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับ สส. หรือ สว. ขั้นตอนการดำเนินการก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน
อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
เฟสบุ๊ก suphachai jaismut /ข้อมูล