นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะคณะอนุกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวให้สัมภาษณ์ในรายการรายการทันข่าววุฒิสภา ถึงกรณีมีผู้ยื่นแสดงความเห็นคัดค้านหากมีการเสนอปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ว่าขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากประชาชนกำลังเผชิญกับภาระค่าครองชีพ วิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน และผลกระทบจากอุทกภัย รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจซบเซา ซึ่งการปรับขึ้น VAT อีก 3% จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้าในชีวิตประจำวันและค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่จะได้รับผลกระทบในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นขัดแย้งกับสภาวะเศรษฐกิจจริงที่ประชาชนยังไม่มีกำลังซื้อเพียงพอ
นายสุนทร ยังตั้งข้อสังเกตถึงแนวทางการบริหารงานของรัฐบาลว่า มีความย้อนแย้งระหว่างการกู้เงินมาแจกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกับการปรับขึ้นภาษีเพื่อดึงเงินกลับ ซึ่งมองว่าไม่ใช่การลงทุนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน พร้อมเสนอ 4 ทางเลือกหารายได้ภาครัฐ แทนการขึ้น VAT ประกอบด้วย 1. การปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเดิมให้มีประสิทธิภาพ อาทิ การขยายฐานภาษีออนไลน์ การจัดเก็บภาษีมรดก และภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอย่างจริงจัง ไม่ให้เกิดช่องโหว่การหลบเลี่ยง 2. การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ตัดลดงบสัมมนา โครงการก่อสร้าง หรืออาคารที่สร้างแล้วเสร็จแต่ถูกปล่อยทิ้งร้าง 3. การปราบปรามการทุจริตและการรั่วไหลของงบประมาณ และ 4. การบริหารจัดการเงินนอกงบประมาณ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงกว่า 4 ล้านล้านบาท ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น รายได้จากกิจการสนามกอล์ฟ สนามมวย หรือการจัดสรรพลังงานไฟฟ้าของหน่วยงานรัฐ
นายสุนทร กล่าวว่า รัฐบาลควรเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการและจัดทำแบบจำลองทางเศรษฐกิจเพื่อประเมินผลกระทบที่แท้จริง และเตรียมเดินหน้าตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีในสภาฯ และนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงโครงสร้างราคาและผลกระทบทางสังคม เสนอต่อรัฐบาลต่อไป
คริส พุทธชาติ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
