กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ เสนอทบทวนยุทธศาสตร์ FTA ไทย-EU รอบด้าน แนะเปิดเวทีหารือผลกระทบ- คุ้มครองสิทธิเกษตรกร

อรพรรณ ขันทองคำ

22 ต.ค. 2569 16:13 น.0 ครั้ง
แชร์LINE
กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ เสนอทบทวนยุทธศาสตร์ FTA ไทย-EU รอบด้าน แนะเปิดเวทีหารือผลกระทบ- คุ้มครองสิทธิเกษตรกร

22 ต.ค. 69 - กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ เสนอทบทวนยุทธศาสตร์ FTA ไทย-EU รอบด้าน แนะเปิดเวทีภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และเกษตรกร หารือผลกระทบ ขณะที่ภาควิชาการเสนอเปิดรับฟังความคิดเห็น UPOV 1991 เพื่อความชัดเจนในการแก้ไขกฎหมาย-คุ้มครองสิทธิเกษตรกร

นายวีระยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร ประธานกรรมาธิการ(กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงข้อสังเกตต่อกระบวนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (EU) ว่าควรให้ความสำคัญกับการกำหนดยุทธศาสตร์และการหารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายในประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับข้อมูลและมีส่วนร่วมในการประเมินผลกระทบ ทั้งด้านโอกาสและความเสี่ยงจากการเปิดเสรีทางการค้า

สำหรับการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป ตั้งข้อสังเกตว่า ผลการศึกษาของไทยที่ใช้ประกอบการเจรจาจัดทำขึ้นเมื่อปี 2563 และยังไม่มีการปรับปรุงผลการประเมินผลกระทบหลังสถานการณ์โควิด-19 จึงเสนอให้มีการศึกษาข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เพื่อให้ทราบว่าภาคส่วนใดจะได้รับประโยชน์หรือได้รับผลกระทบ และสามารถกำหนดมาตรการรองรับได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทบทวนแนวทางช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจาก FTA โดยระบุว่ากองทุนที่เกี่ยวข้องมีงบประมาณกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ และการสนับสนุนรายโครงการอาจยังไม่เพียงพอต่อการปรับตัวของผู้ประกอบการและเกษตรกร ยกตัวอย่างภาคการเลี้ยงโคนม ซึ่งไทยเตรียมความพร้อมต่อการเปิดเสรีทางการค้ากับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มาเป็นเวลานาน แต่ยังมีข้อกังวลว่าการสนับสนุนที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยยกระดับการทำฟาร์มของเกษตรกรได้อย่างที่คาดหวัง

นายวีระยุทธ์ กล่าวถึงประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาในการเจรจา ได้แก่ การจัดการขยะอันตราย สารพิษ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและสัมปทานภาครัฐ โดยเห็นว่าควรประเมินทั้งความพร้อมของผู้ประกอบการไทยและผลกระทบจากการแข่งขันกับต่างประเทศ รวมถึงพิจารณาข้อกำหนดและข้อยกเว้นต่าง ๆ ให้รอบด้าน พร้อมระบุว่า การลงนาม FTA ไม่ควรเป็นเพียงตัวชี้วัดความสำเร็จของการเจรจา แต่ควรติดตามผลหลังความตกลงมีผลใช้บังคับด้วยว่า ประเทศไทยได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใด ผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) สามารถเข้าถึงโอกาสทางการค้าได้หรือไม่ และมีมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเพียงพอหรือไม่

ด้าน รศ.ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต พรรคประชาชน และอดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับประเด็น UPOV 1991 หรืออนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ว่าเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์พืชที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ กับการคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงพันธุ์พืชที่มีอยู่เดิมเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ทั้งนี้ สหภาพยุโรปไม่ได้กำหนดให้ไทยต้องเข้าเป็นสมาชิก UPOV โดยตรง แต่มีประเด็นเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการของ UPOV จึงมีข้อพิจารณาว่าจะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชในมาตราใดบ้าง และจะกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไรให้สอดคล้องกับกรอบการเจรจา ควบคู่กับการรักษากลไกคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรไทย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังขาดกระบวนการสื่อสารที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขกฎหมาย รวมถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นว่าประชาชนต้องการให้คงไว้ เพิ่มเติม หรือปรับปรุงบทบัญญัติใดเพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกร จึงเสนอให้จัดเวทีหารือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อพิจารณาประเด็นเหล่านี้ควบคู่กับการดำเนินการตามกรอบการเจรจา ทั้งนี้ หากรอจนกว่าจะมีการเปิดเผยร่างกฎหมายในปี 2570 ตามข้อมูลที่ได้รับจากกรมวิชาการเกษตร อาจทำให้เกิดข้อสงสัยและความไม่เข้าใจในสังคม จึงเห็นว่าควรเริ่มกระบวนการพูดคุยล่วงหน้า เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อมูลและมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม

นายวีระยุทธ์ กล่าวช่วงท้ายว่า กรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจพร้อมทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพร่วมในการเปิดพื้นที่หารือระหว่างหน่วยงานราชการ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และเกษตรกร เพื่อให้การเจรจา FTA คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การแข่งขันทางการค้า และการคุ้มครองสิทธิของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ

อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว

ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง