นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพว่า เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เนื่องจากช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีรายได้จากการขายไฟฟ้าคืนให้แก่การไฟฟ้า อีกทั้งยังสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันคือการจัดการแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งาน ซึ่งถือเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในอนาคต โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมหารือแนวทางบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การรวบรวม คัดแยก และนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากปัจจุบันยังมีข้อกังวลว่าการรับซื้อของเก่าอาจเลือกเฉพาะวัสดุที่มีมูลค่า ขณะที่ส่วนประกอบอื่นยังต้องผ่านกระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า
นางสาวกุลวลี กล่าวด้วยว่า แผงโซลาร์เซลล์มีอายุการใช้งานประมาณ 20–25 ปี จึงควรเตรียมระบบรองรับตั้งแต่ปัจจุบัน ทั้งแผงจากโครงการ Solar Farm และภาคครัวเรือน พร้อมเสนอให้พิจารณาแนวคิดกฎหมายความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต หรือ EPR (Extended Producer Responsibility) ซึ่งกรมควบคุมมลพิษอยู่ระหว่างยกร่าง โดยกำหนดให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้ให้บริการติดตั้ง มีส่วนรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน เพื่อไม่ให้ภาระการกำจัดขยะตกอยู่กับประชาชนและชุมชนเพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้ การส่งเสริมพลังงานสะอาดต้องดำเนินควบคู่กับการวางแผนจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์ในระยะยาว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน พร้อมรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน
ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง
สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ข้อมูล/ภาพ
