ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงกรอบเวลาซักฟอก-แนวปฏิบัติ กมธ. ยืนยันยึดข้อบังคับและกฎหมาย พร้อมรับการตรวจสอบ

อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย

3 พ.ย. 2569 18:07 น.13 ครั้ง
แชร์LINE
ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงกรอบเวลาซักฟอก-แนวปฏิบัติ กมธ. ยืนยันยึดข้อบังคับและกฎหมาย พร้อมรับการตรวจสอบ

3 พ.ย. 69 - ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงการกำหนดเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการประสานเจรจาตามที่ฝ่ายค้านร้องขอ ส่วนแนวปฏิบัติการทำงานของคณะกรรมาธิการ มุ่งลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพ ยืนยันปฏิบัติหน้าที่ตามข้อบังคับและกฎหมาย ไม่เข้าข้างฝ่ายใด พร้อมรับการตรวจสอบและใช้สิทธิทางกฎหมายหากถูกกล่าวหาในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงกรณีถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการทำหน้าที่ประธานสภามุ่งช่วยเหลือรัฐบาล โดยระบุว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งต้องเผชิญเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านมาโดยตลอด ซึ่งเข้าใจว่าเป็นบทบาททางการเมือง แต่เห็นว่าหลายข้อกล่าวหาไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ เป็นเพียงการใช้วาทกรรมเพื่อดิสเครดิตการทำงานของตน ทั้งในด้านการประชุมและการบริหารงานของสภา

สำหรับกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายโสภณยืนยันว่า ฝ่ายค้านเป็นผู้เข้ามาขอให้ตนช่วยเป็นตัวกลางประสานเจรจากับรัฐบาล หลังจากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ โดยฝ่ายค้านเสนอให้อภิปราย 4 วัน ในช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสัปดาห์ถัดไป ซึ่งตนรับปากว่าจะช่วยประสานหากฝ่ายค้านยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว จากนั้นฝ่ายค้านขอให้ทำหนังสือถึงคณะรัฐมนตรี ตนจึงดำเนินการตามที่ตกลงกัน โดยกำหนดเวลาอภิปรายตั้งแต่ 09.00 น. ถึงเที่ยงคืน รวม 4 วัน และให้ลงมติในวันถัดไป

นายโสภณกล่าวว่า รู้สึกผิดหวังที่เดิมฝ่ายค้านขอบคุณและชื่นชมที่ตนใช้ตำแหน่งประธานสภาช่วยประสานเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของสภา แต่ภายหลังกลับกล่าวหาว่ายื้อเวลาและรับใช้ฝ่ายบริหาร ทั้งที่หากต้องการเอื้อรัฐบาลจริง ก็สามารถกำหนดวันอภิปรายในช่วงที่รัฐบาลพร้อมได้ทันที พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดการตกลงกันในระดับผู้ใหญ่จึงถูกนำไปกล่าวอีกลักษณะหนึ่ง และย้ำว่าต้องการให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของสภาในสายตาประชาชน

ส่วนกรณีการจัดระเบียบการทำงานของคณะกรรมาธิการ นายโสภณชี้แจงว่า มีที่มาจากข้อร้องเรียนเรื่องการทำงานซ้ำซ้อนของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ รวมถึงการตั้งคณะอนุกรรมาธิการจำนวนมาก ส่งผลให้ข้าราชการมีภาระงานเพิ่มขึ้น อีกทั้งมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้อำนาจของประธานกรรมาธิการที่อาจไม่เป็นไปตามข้อบังคับ จึงเรียกประชุมหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไข โดยที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นควรให้ปฏิบัติตามข้อบังคับ ซึ่งการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาต้องหารือในที่ประชุมก่อนว่าจะเชิญบุคคลใดหรือพิจารณาเรื่องใดในสัปดาห์ถัดไป ทั้งนี้ ตนได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ก่อนที่ฝ่ายปฏิบัติจะจัดทำร่างระเบียบเสนอผ่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และตนเห็นชอบตามข้อเสนอเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายโสภณกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหาว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการปิดปากฝ่ายค้านหรือปิดกั้นการตรวจสอบ โดยย้ำว่าประชาธิปไตยไม่ได้ขึ้นอยู่กับมติเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการหารือร่วมกันด้วย หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายหรือผิดจริยธรรม ก็สามารถดำเนินการผ่านช่องทางที่กำหนดได้ ทั้งการร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือกระบวนการด้านจริยธรรมตามกรณี

นอกจากนี้ นายโสภณยังกล่าวถึงเสียงวิจารณ์ที่เปรียบเทียบการทำงานของตนกับอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยตั้งคำถามถึงสาเหตุของความวุ่นวายในสภาว่าเกิดจากการไม่เคารพกติกาของฝ่ายใด พร้อมระบุว่า ในฐานะประธานสภา เมื่อมีผู้ไม่ปฏิบัติตามกติกาก็จำเป็นต้องกำหนดแนวทางให้ชัดเจน ส่วนผู้ฝ่าฝืนสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ และควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินจากข้อเท็จจริง นายโสภณยังเรียกร้องให้แยกแยะระหว่างวาทกรรมทางการเมืองกับการกระทำที่มีข้อเท็จจริงรองรับ โดยมองว่าสื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน ไม่ควรเลือกนำเสนอเพียงถ้อยคำที่สร้างความสะใจหรือตัดบางประเด็นไปกล่าวหา พร้อมยืนยันว่าตนพร้อมให้ตรวจสอบการทำงาน หากมีการกระทำผิดก็สามารถดำเนินการตามกระบวนการได้ แต่หากมีการกล่าวหาในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ก็พร้อมใช้สิทธิทางกฎหมายเช่นกัน

ทั้งนี้ นายโสภณระบุว่า ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตและมีปัญหาหลายด้าน จึงควรร่วมกันผลักดันประเทศให้เดินหน้า ไม่ใช่สร้างความขัดแย้งและความเกลียดชัง โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำหยาบคาย เหยียดหยาม หรือเสียดสีในเวทีสภา ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและเยาวชน พร้อมย้ำว่าการเป็นคนดีหรือไม่ดีต้องพิจารณาจากการกระทำ ไม่ใช่ตัดสินกันด้วยคำพูด

เมื่อถามถึงกรณีหัวหน้าพรรคการเมืองระบุว่าอาจยื่นร้องเรียนว่าการดำเนินการของประธานสภาขัดรัฐธรรมนูญ นายโสภณกล่าวว่า หากเห็นว่าตนกระทำผิดก็สามารถยื่นร้องเรียนได้ทันที พร้อมย้ำว่าฝ่ายค้านล้ำเส้นตนมาหลายครั้งแล้ว และหากพบการกระทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงกล่าวหาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ตนเอง

ส่วนการทำหน้าที่ประธานสภา นายโสภณยืนยันว่า ไม่สามารถเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ เพราะการตัดสินใจหรือการดำเนินการใดที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งพอใจ ย่อมอาจทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจเช่นกัน โดยยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ข้อบังคับและกฎหมาย เพื่อให้การทำงานของสภาเป็นไปอย่างเหมาะสมและรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน

อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย /ข่าว

ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง