นายนิกร จำนง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้เสนอร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร แถลงชี้แจงถึงข้อกล่าวหาทางการเมืองต่อการเสนอร่างข้อบังคับการประชุมฯ โดยระบุว่าตนเป็นผู้เสนอขอแก้ไขในนามพรรคภูมิใจไทย โดยขอการเสนอแก้ไขนั้น ไม่ได้เฉพาะเจาะจง แต่เพียงเรื่องของคณะกรรมาธิการเท่านั้น แต่เป็นการแก้ปัญหาข้อบกพร่องของข้อบังคับการประชุมฯ ปี 2562 ซึ่งได้รวบรวมข้อเสนอของแต่ละพรรคการเมืองมาด้วย
นายนิกร ระบุว่า มี 4 กรอบใหญ่ที่เสนอแก้ไข คือ กรอบการพัฒนากระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แม้สมาชิกจะเซ็นชื่อเสนอร่างแล้ว ต่อมาอาจจะพ้นสมาชิกภาพ ถูกร้อง หรือเสียชีวิต ให้ถือว่าสมบูรณ์แล้วตามหลักการที่ยื่นไว้ นอกจากนั้นให้นับเวลาแปรญัตติเฉพาะวันทำการ โดยไม่รวมวันเสาร์และอาทิตย์ ขณะเดียวกันข้อบังคับการประชุมฯ ใหม่นี้ ยังเสนอให้นายกรัฐมนตรีสามารถแสดงวิสัยทัศน์ต่อสภาฯ ได้เลย แม้ว่าจะเป็นคนนอกหรือไม่ก็ตาม
ส่วนกรอบที่เสนอแก้ไขในประเด็นที่สอง เป็นกรอบการยกระดับระบบกระทู้ถามและเทคโนโลยีดิจิทัล เดิมไม่สามารถที่จะถามตอบกระทู้โดยใช้เทคโนโลยีในการขอตั้งกระทู้ได้ จึงมีการแก้ไขให้สามารถยื่นกระทู้ผ่านระบบเทคโนโลยีได้ ขณะเดียวกันการถามและตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจา ที่ให้เวลา 30 นาที มองว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม แต่กระทู้ถามทั่วไป ให้เวลา 30 นาที นั้น มองว่ามากเกินป เนื่องจากเป็นเรื่องที่ได้หารือกันมาก่อนหน้าแล้ว จึงควรลดเวลาให้กระชับไม่เกิน 20 นาที
กรอบที่สาม เสนอให้มีการปฏิรูประบบคณะกรรมาธิการ เปิดช่องให้คณะกรรมาธิการหลายคณะ ประชุมร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ กำหนดกติกาเลือกประธาน รองประธานที่โปร่งใสผ่านการแสดงวิสัยทัศน์ และจับฉลากเมื่อมีคะแนนเท่ากัน และแต่งตั้งนักกฎหมายนิติบัญญัติจากฝ่ายประจำมาเป็นผู้ช่วยเลขานุการกรรมการกรรมาธิการ และกรอบที่สี่ เรื่องความโปร่งใสและคุ้มครองสิทธิ มีการรองรับการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิกาผ่านสื่อดิจิทัล และมีกลไกคุ้มครองสิทธิบุคคลภายนอกจากการถูกพาดพิงให้สามารถโต้แย้งได้
นายนิกร ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการปิดกั้นการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน โดยกล่าวว่า ตนเป็นผู้ร่วมยกร่างข้อบังคับการประชุมฯ เมื่อปี 2562 ในครั้งนั้นตนยังได้เสนอให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ต้องตรวจสอบข้อมูล คลิปวีดีโอ หรือสไลด์ต่าง ๆ ล่วงหน้า เพราะไม่เช่นนั้นฝ่ายรัฐบาลจะสามารถตั้งรับได้ แต่ขอให้ผู้อภิปรายรับผิดชอบทางจริยธรรม โดยหากข้อมูลไม่เป็นความจริงต้องรับผิดชอบกันเอง ส่วนนี้จึงเป็นการให้อำนาจกับฝ่ายค้าน
นายนิกร ยังกล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการไม่มีอำนาจเพราะ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการ ถูกยกเลิกไปเมื่อปี 2560 จึงมีการเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันหากคณะกรรมาธิการเรียกรัฐมนตรี หรือหน่วยงานราชการ หากไม่มาจะมีความผิดทางวินัย ซึ่งเป็นการติดอาวุธให้คณะกรรมาธิการ
นายนิกร ยังต่อกล่าวว่า กรรมาธิการคือระบบตรวจสอบของสภาฯ ในฐานะองค์คณะ การทำหน้าที่ในการกำกับดูแลฝ่ายบริหาร การใช้อำนาจจึงต้องมีความรัดกุมชัดเจน และต้องเป็นมติของที่ประชุม ดังนั้น การจะมากล่าวหาว่าฝ่ายรัฐบาลล็อคเสียงข้างมากไว้ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ เพราะคณะกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ หากใช้วิธีเสียงข้างมาก ซึ่งแต่ละคณะมีกรรมาธิการ 15 คน หากฝ่ายรัฐบาลต้องการเป็นประธานทั้งหมด ก็สามารถทำได้ แต่จะเห็นว่ามีการแบ่งสัดส่วนกันไป ซึ่งฝ่ายค้านที่ได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการ 9 คณะ โดยขอย้ำว่ากรรมาธิการของสภาฯ ไม่มีฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่คือฝ่ายตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งคณะกรรมาธิการบางคณะ กลับทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ดังนั้น ในการออกหนังสือเชิญบุคคลหรือหน่วยงานจำเป็นต้องเป็นมติจากที่ประชุม ไม่ใช่อำนาจของประธาน และการแถลงข่าวก็จะต้องเป็นหน้าที่ของโฆษกคณะกรรมาธิการ โดยไม่สามารถแสดงความเห็นในฐานะกรรมาธิการได้ ส่วนการถ่ายทอดสดการประชุมนัดต่าง ๆ ก็ต้องขอมติจากกรรมาธิการเสียงข้างมากเช่นกัน
ทัดดาว ทองอิ่ม / ข่าว
ลักขณา เทียกทอง / เรียบเรียง
