2 พ.ย. 66 - รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ชวน สส. ร่วมถอดบทเรียนจากการศึกษาดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ พร้อมปรับปรุงระบบการทำงานของรัฐสภาไทย พบให้ความสนใจเรื่องเทคโนโลยี-อุตสาหกรรม EV-การพัฒนาทักษะแรงงาน-การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ

image

          นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง โพสต์ข้อความพร้อมคลิปวิดีโอผ่านเพจเฟซบุ๊ก Padipat Suntiphada - ปดิพัทธ์ สันติภาดา ชวน สส. ร่วมถอดบทเรียนจากการศึกษาดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ ว่า การไปศึกษาดูงานครั้งนี้ได้อะไรกลับมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงการทำงานของระบบสภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่ได้เน้นเวลาการประชุมมาก แต่เน้นเนื้อหาที่สำคัญและการจัดวาระการประชุมที่ชัดเจนอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับสภาฯ ด้วยการเข้าไปเป็นผู้สังเกตการณ์และพยานได้ทั้งวัน
          นางสาวทิสรัตน์ เลาหพล สส.กทม. พรรคก้าวไกล สนใจประเด็นเรื่อง Green Parliament และสัดส่วนของผู้หญิงในสภาฯ สิงคโปร์ โดยเล่าถึงนโยบายการเพิ่มอุณหภูมิแอร์ภายในสภาฯ สิงคโปร์ที่การเพิ่มอุณหภูมิ 1 องศา สามารถประหยัดค่าไฟฟ้าไปได้ถึง 2 ล้านบาทต่อเดือน โดยที่พนักงานทุกคนสามารถถอดสูทและไม่ผูกเนคไทในการทำงานได้ ส่วนเรื่องสัดส่วนของผู้หญิง สิงคโปร์มีผู้หญิงที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ไทยตอนนี้อยู่ที่ 19 เปอร์เซ็นต์ และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
          ขณะที่นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ สส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล ระบุว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ ทางทูตสิงคโปร์ได้พูดถึงการผลักดัน FTA (ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศ) เพื่อส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศให้การลงทุนดีขึ้นและเม็ดเงินที่กระจายเพิ่มมากขึ้นภายในประเทศไทย
          ด้านนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคก้าวไกล กล่าวว่า บทเรียนจากนักเรียน นักศึกษาในไทยที่เล่าถึงการเรียนการสอนและการรองรับแรงงานในไทยไม่ค่อยตอบโจทย์พวกเขาที่สนใจการเรียนรู้และงานด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะสาขา Machine Learning Computer จึงเป็นเหตุทำให้พวกเขาเลือกที่มาศึกษาต่อที่สิงคโปร์ สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งไทยกำลังจะเสียคนที่มีคุณภาพอีกมากออกไปจากประเทศ ขณะเดียวกันยังสนใจเรื่องอุตสาหกรรม EV (Electric vehicle) ซึ่งจะได้มาผลักดันมาตรฐานอุตสาหกรรมนี้ในประเทศไทยอย่างแน่นอน
          นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เล่าว่า หลังจากที่ได้คุยกับแรงงานในไทย และคนไทยที่ทำธุรกิจ Start-up เกี่ยวกับเทคโนโลยี พบว่าแม้เงินเดือนสุทธิในไทยจะน้อยหากเทียบกับสิงคโปร์ แรงงานก็ยังอยากกลับมาทำงานที่ประเทศไทย แต่ที่ประเทศไทยไม่มีสายงานที่รองรับพวกเขา เพราะฉะนั้นอย่างเดียวที่ทำได้เลย คือ การทำให้ประเทศไทยน่าดึงดูดกว่านี้ในเรื่องของเทคโนโลยี เพื่อดึงนักลงทุนต่าง ๆ กลับมาในประเทศ โดยย้ำว่าหากจะทำได้ต้องมาจากการที่ประเทศไทยมีแนวนโยบายที่ชัดเจน
          นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย ถอดบทเรียนจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ ว่า สิ่งสำคัญที่สุด คือ  แนวทางที่ชัดเจนของรัฐบาล ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเทศไทยฟื้นกลับมาจากโควิด-19 และยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทยในต่างแดนต่อรัฐบาลอีกด้วย
          นอกจากนี้ นายพชร จันทรรวงทอง สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ยังเล่าถึงโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทเทคโนโลยีในประเทศสิงคโปร์ที่สามารถทำให้ประชาชนใช้งานได้ในแอปพลิเคชันเดียวที่ชื่อว่า Singpass เป็นแอปพลิเคชันที่บูรณาการทุกข้อมูลเข้าด้วยกัน ทั้งบัตรประชาชน ใบขับขี่ รวมถึงระบบการจ่ายภาษี ซึ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก


ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง
เพจเฟซบุ๊ก ปดิพัทธ์ สันติภาดา ข้อมูล / ภาพ

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ