24 มี.ค. 68 – สภาผู้แทนราษฎร เริ่มอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ขณะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แจงเหตุผลขอเปิดอภิปราย เหตุรัฐบาลเพื่อไทยภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ทำประเทศถดถอย สร้างปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นรอง 

image

            การประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เป็นประธานในการประชุม ระเบียบวาระเรื่องด่วนญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลซึ่ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และคณะเข้าชื่อเสนอขออภิปรายไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เริ่มขึ้นแล้วเมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. นายวันมูหะมัดนอร์ ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงข้อบังคับการประชุม และย้ำถึงการอภิปรายของ สส. และการตอบชี้แจงที่นายกฯ และรัฐมนตรีมีสิทธิตอบชี้แจง รวมถึงต้องอภิปรายในกรอบข้อบังคับ สมาชิกที่อภิปรายต้องรับผลของการกระทำ ตามกรอบของจริยธรรมซึ่งการกล่าวถ้อยคำที่ผิดกฎหมายต่อบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ นายกฯ รัฐมนตรี หรือ สส. ผู้ที่อภิปรายจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

          นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวชี้แจงเหตุผลต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ว่าในฐานะฝ่ายค้าน และสมาชิกฝ่ายค้านอีกจำนวน 165 คน ประกอบด้วย พรรคประชาชน พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยสร้างไทย และ พรรคเป็นธรรม ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล คือ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยฝ่ายค้านเห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีพฤติกรรมไม่อาจไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้อีกต่อไปเนื่องจากขาดคุณสมบัติและวุฒิภาวะในการบริหารประเทศ ขาดความรับผิดชอบ ลอยตัวเหนือปัญหา เห็นแก่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม อีกทั้งยังไม่มีความซื่อสัตย์ และไม่ดำเนินการตามนโยบายที่เคยสัญญาไว้กับประชาชน ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศ

         นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่านับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ประชาชนกว่า 40 ล้านคน เดินเข้าคูหาเลือกตั้งเพื่อลงคะแนนเสียงให้กับพรรคเพื่อไทยด้วยความหวัง ว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา แต่ปัจจุบันกลับพบว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลเป็นไปโดยไร้ทิศทาง ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ตั้งแต่ปัญหาไฟป่า ฝุ่น PM 2.5 ทุนเทา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ขีดความสามารถในการแข่งขัน ค่าพลังงาน การเกษตร และคอร์รัปชัน เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้เริ่มต้นดำรงอยู่และเดินหน้าต่อเพื่อให้เกิดดีลแลกประเทศ โดยยึดผลประโยชน์ของครอบครัวเป็นหลักและประโยชน์ของประชาชนเป็นรอง

         นายณัฐพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าการที่พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล ทำให้มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทำประชาธิปไตยถดถอย แม้รัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้ง แต่ดัชนีประชาธิปไตยกลับลดลง แสดงให้เห็นว่าประเทศไม่ได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบอย่างที่กล่าวอ้าง เศรษฐกิจล้มเหลว ซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเคยโฆษณาว่าจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตร้อยละ 5 แต่ความจริงเติบโตได้เพียงร้อยละ 2.5 นโยบายเศรษฐกิจที่เคยแข็งแกร่งในอดีตหายไป เพราะไม่ได้มีการเตรียมการล่วงหน้า การบริหารที่ล้มเหลว โดยมีผู้นำนอกระบบที่ชี้นำรัฐบาลโดยไม่มีความรับผิดชอบ ขณะที่นายกรัฐมนตรีขาดความสามารถและวุฒิภาวะ เช่น การให้คำตอบเกี่ยวกับค่าเงินบาทและปัญหาพลังงานที่ไม่ตรงประเด็น การแก้ปัญหาค่าไฟแพงและผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ค่าไฟยังสูงอยู่ รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ แต่กลับไปมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนพลังงานที่ได้รับสัมปทาน นอกจากนี้ยังพบว่าประเด็นการปฏิรูปกองทัพล้มเหลว ไม่มีการปฏิรูปกองทัพจริงจัง กฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปกองทัพถูกยกเลิก และถอยห่าง ส่วนความยุติธรรมถูกบิดเบือน โดยประชาชนสามจังหวัดชายแดนใต้ยังไม่ได้รับความยุติธรรมจากเหตุการณ์ในอดีต โดยเฉพาะเหคุการณ์สลายการชุมนุมตากใบ ในขณะที่นักโทษบางคนกลับได้รับสิทธิพิเศษเหนือกฎหมาย รัฐธรรมนูญไม่ถูกแก้ไขในรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากไม่สามารถควบคุมพรรคร่วมรัฐบาลให้เดินหน้าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ ทำให้ประเทศต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดังนั้นการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร นอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนได้แล้ว ยังนำไปสู่การถดถอยของประชาธิปไตย เศรษฐกิจ และระบบยุติธรรม โดยมีเพียงกลุ่มคนไม่ถึงร้อยละ 1 ที่ได้รับผลประโยชน์จากดีลแลกประเทศในครั้งนี้

 

ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ