19 ก.ย. 68 - กมธ.การแรงงาน วุฒิสภา จัดสัมมนาพัฒนากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพิ่มความมั่นคงแก่แรงงานไทย ด้าน ประธาน กมธ.การแรงาน สภาผู้แทนราษฎร แนะ รัฐเร่งปฏิรูปกฎหมายแรงงานเร่งด่วน - ปรับโครงสร้างการศึกษา – สร้างฐานข้อมูลแรงงานข้ามชาติที่ชัดเจน และยกระดับสวัสดิการและค่าจ้างให้เป็นธรรม

image

              นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง เป็นประธานเปิดการสัมมนา “การพัฒนากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพิ่มความมั่นคงแก่แรงงานไทย” ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา จัดขึ้น เพื่อศึกษาเจตนารมณ์ วิวัฒนาการและความเป็นมาของกองทุนสงเคราะห์ ลูกจ้าง ประกอบกับศึกษาข้อดี - ข้อเสีย รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้านและนำข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการสัมมนา จัดทำเป็นรายงานการพิจารณาศึกษาของ กมธ.เสนอต่อวุฒิสภา เพื่อส่งไปยังคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยมี กมธ.การแรงงาน วุฒิสภา กมธ.การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ที่ปรึกษา นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านแรงงาน เข้าร่วมสัมมนากว่า 200 คน ณ ห้องสัมมนา B1 - 4 ชั้น B1 อาคารัฐสภา

             โดย รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง กล่าวว่า ท่ามกลางสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแรงงานที่เกิดขึ้น ถือเป็นโจทย์และความท้าทายที่รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานจะต้องมีมาตรการ และแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนและเหมาะสมเพื่อการแก้ไขและพัฒนาการด้านแรงงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ถือเป็นกลไกสำคัญที่มีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิและหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่แรงงาน การดำเนินการปรับปรุงและเพิ่มบทบาทของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต้องอาศัยการ พิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้การพัฒนากองทุนเป็นไปอย่างเหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อแรงงานไทย รวมทั้งเป็นการเปิดเวทีเพื่อการรับฟังข้อมูลจากหลายภาคส่วน และสามารถนำข้อคิดเห็นเหล่านี้ใช้ประกอบการพิจารณาและการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไป

             จากนั้น นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง  ประธาน กมธ.การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เกี่ยวกับสถานการณ์แรงงานไทยและความท้าทายในยุคปัจจุบัน ว่า ปัจจุบันประเทศไทยต้องพึ่งพาแรงงานจาก 4 ชาติเพื่อนบ้านเป็นหลัก เนื่องจากแรงงานไทยในกลุ่มที่ใช้แรงงานแทบไม่มีแล้ว อย่างไรก็ตาม ระบบการบริหารจัดการยังคงมีปัญหาอย่างหนัก โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาและเมียนมา ที่ยังไม่มีข้อมูลตัวเลขที่แน่ชัดว่ามีจำนวนเท่าใด อาศัยอยู่ที่ใด หรือทำงานกับใคร ขณะที่สถานการณ์แรงงานไทยในปัจจุบันยังอยู่ในภาวะที่น่าห่วงและน่ากังวล ท่ามกลางโลกที่เปิดกว้างและการแข่งขันที่สูงขึ้น สะท้อนถึงความท้าทายหลายมิติที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมายที่ต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายเก่าที่มีอยู่ และการสร้างกฎหมายใหม่ขึ้นมา เพื่อให้ทันสมัยและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมเห็นว่ากระบวนการนิติบัญญัติยังคงล่าช้า ไม่สามารถตราร่างกฎหมายออกมาได้ทันท่วงที อีกทั้งยังกังวลว่าคนไทยอาจตามไม่ทันยุค AI ประกอบกับโครงสร้างประชากรที่เป็นสามเหลี่ยมหัวกลับ ซึ่งสังคมวัยทำงานต้องดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ระบบการศึกษา ยังไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควร สัดส่วนผู้เรียนสายสามัญสูงถึง 70% ขณะที่สายอาชีวะมีเพียง 30% ซึ่งกลับทิศทางกับที่ควรจะเป็น ยิ่งไปกว่านั้นสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานของรัฐกลับใช้เครื่องจักรรุ่นเก่าในการสอน ทำให้ไม่สามารถสร้างแรงงานที่มีทักษะสอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ ทั้งนี้ ตนเห็นว่ากระทรวงแรงงานถือเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างชาติ จึงขอเรียกร้องให้มีการปฏิรูปในทุกมิติ ตั้งแต่กฎหมาย การพัฒนาทักษะ ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน โดยแรงงานจำเป็นต้องมีความปลอดภัยในการทำงาน มีกองทุนเพื่อความมั่นคงและที่สำคัญ คือ อัตราค่าจ้างที่ได้สัดส่วนและเป็นธรรม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ