โครงการเสวนาเรื่อง Policy Watch Connect 2026 เชื่อมผู้ผลักดันนโยบายสาธารณะ สู่การจับตาการเลือกตั้ง วันที่ 2 ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมืองการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ(The Active) ไทยพีบีเอส สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีการเสวนา หัวข้อ Policy Forum โครงสร้างการเมือง และการกระจายอำนาจ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฏหมายประชาชน (iLaw) นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) นางสุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ ที่ปรึกษาเครือข่ายอำนาจท้องถิ่นกำหนดอนาคตตนเอง ร่วมเสวนา และมีสมาชิกวุฒิสภา ภาคประชาชน ร่วมรับฟัง ณ ห้องริมน้ำ 102-104 ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (โซนกลาง)
สาระสำคัญช่วงหนึ่งในการเสวนาได้พูดถึงโครงสร้างทางการเมืองที่มีปัญหาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 โดยนางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธาน ครป. ระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับ ปี 60 ได้ถูกออกแบบให้มีกลไกที่สามารถควบคุมพรรคการเมืองและองค์กรอิสระได้ จึงทำให้พรรคการเมืองกลายเป็นสถาบันที่ไม่มีความมั่นคง ไม่ยึดโยงประชาชนจึงเป็นเหตุผลความจำเป็นที่ต้องผลักดันแก้รัฐธรรมนูญ เพราะหากยังไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายพรรคการเมืองดังที่ปรากฏในปัจจุบัน ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ ชี้ว่า รัฐธรรมนูญปี 60 ส่งผลให้การกระจายอำนาจถดถอยอย่างชัดเจน ทำให้อำนาจการตัดสินใจยังคงรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง ไม่เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างแท้จริง
ด้านนายอภินันท์ เผือกผ่อง ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการกระจายอำนาจ การถ่ายโอนภารกิจและการจัดสรรรายได้ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ในคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า ท้องถิ่นคือฐานรากสำคัญของระบอบประชาธิปไตย โดยย้อนเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่กำหนดทิศทางการกระจายอำนาจไว้อย่างชัดเจน และมีการออกกฎหมายรองรับอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ อนุกรรมาธิการฯ ได้ศึกษาประเด็นการถ่ายโอนภารกิจและรายได้หลายด้าน อาทิ การถ่ายโอนภารกิจด้านการขนส่งและการจราจรให้กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ท้องถิ่น รวมถึงการศึกษาท้องถิ่นปกครองตนเองขนาดใหญ่ เช่น จังหวัดภูเก็ตและเชียงใหม่ ซึ่งมีรายได้จากการท่องเที่ยวปีละหลักแสนล้านบาท แต่กลับได้รับงบประมาณจัดสรรไม่สมดุลกับรายได้ที่สร้างให้ประเทศ นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเรื่องการถ่ายโอนภารกิจด้านการศึกษาทุกช่วงวัย การจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่ และการพัฒนาเมืองพิเศษ เช่น หาดใหญ่ มาบตาพุด แม่สอด และเกาะสมุย
ทั้งนี้ เวทีเสวนา Policy Watch Connect 2026 เปิดโอกาสให้ภาคประชาชน เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ และหน่วยงานด้านนโยบายสาธารณะ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างกว้างขวาง เพื่อสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเมือง และวางโจทย์การปฏิรูปการกระจายอำนาจในบริบทการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
อรพรรณ ขันทองคำ ข่าว/เรียบเรียง