17 ส.ค. 69 - รองประธาน กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ชี้ปัญหาช้างป่ารุนแรงขึ้น หลังประชากรช้างเพิ่มจำนวน - ออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ ย้ำรัฐต้องเพิ่มบุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ เร่งฟื้นฟูแหล่งอาหารและน้ำ ลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง

image

           นายโชคชัย กิตติธเนศวร รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวในรายการทันข่าววุฒิสภา ถึงแนวทางจัดการปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน หลังประชาชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีได้รับผลกระทบจากช้างป่า โดยระบุว่า ปัญหาช้างป่ามีความซับซ้อนและมีแนวโน้มแก้ไขได้ยากขึ้น เนื่องจากจำนวนช้างเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 8 ต่อปี ปัจจุบันมีช้างป่ากว่า 900 ตัวในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก โดยเฉพาะบางพื้นที่ของจังหวัดจันทบุรี ช้างป่าออกนอกเขตอนุรักษ์เป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร และเข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน

         นายโชคชัย กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีประชาชนเสียชีวิตจากเหตุช้างป่า 2 คน บาดเจ็บ 1 คน และมีช้างป่าตาย 5 ตัว สะท้อนว่าการบริหารจัดการปัจจุบันยังต้องปรับไปสู่การป้องกันเชิงรุก เนื่องจากประชาชนได้รับความเสียหายจากช้างป่าที่เข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตร และบางครั้งทำร้ายประชาชนจนเสียชีวิต จนเกิดความรู้สึกโกรธแค้นและนำไปสู่การทำรั้วไฟฟ้าเพื่อป้องกันช้าง อย่างไรก็ตามมองว่ารั้วไฟฟ้าที่ใช้ป้องกันช้างไม่ควรเป็นระบบที่ปล่อยกระแสไฟฟ้ารุนแรงจนเป็นอันตรายต่อสัตว์ พร้อมยกกรณีการใช้กระแสไฟฟ้าที่ไม่เหมาะสมจนทำให้ช้างป่าตายถึง 3 ตัวว่า เป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าและสะท้อนถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลมาตรการป้องกันอย่างถูกต้อง

         สำหรับแนวทางแก้ไข นายโชคชัย กล่าวว่าปัจจุบันกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสานการทำงานเพื่อแก้ปัญหา โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก มุ่งผลักดันช้างกลับเข้าสู่พื้นที่ป่า ทั้งนี้สาเหตุสำคัญที่ทำให้ช้างออกจากป่าคือแหล่งอาหารและแหล่งน้ำในป่าขาดความอุดมสมบูรณ์ ช้างจึงออกมากินพืชผลทางการเกษตร ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องดำเนินการควบคู่ทั้งการจัดการช้างและการฟื้นฟูแหล่งอาหารในพื้นที่ป่า โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

        นายโชคชัย ยังกล่าวถึงกรณีอาสาสมัครในชุมชนต้องช่วยดูแลและผลักดันช้างป่ากว่า 40 ตัวว่า ภาครัฐต้องเป็นหน่วยงานหลักที่แก้ปัญหา โดยชุดผลักดันช้างควรใช้กำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นหลัก ทั้งจากอุทยานแห่งชาติฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ขณะที่ประชาชนควรทำหน้าที่เป็นหน่วยสนับสนุน พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐจัดสรรบุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือที่จำเป็น เช่น โดรนและกล้องติดตามสัตว์ เพื่อรับมือกับปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการทำงานของกรมอุทยานแห่งชาติฯ รวมถึงหน่วยงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า เพื่อให้การจัดการปัญหาช้างป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อประชาชน และสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ช้างป่ากับการดำรงชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

 

ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว

ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง 

เพจเฟซบุ๊กวุฒิสภา ข้อมูล/ภาพ (แฟ้มภาพ)

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ