นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากเข้าพบกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เพื่อหารือเกี่ยวกับการตัดสินใจบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เพิ่มหมวด 15/1 เกี่ยวกับการมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า ตามแผนเดิมที่รัฐบาลตั้งเป้าให้มีการจัดทำประชามติ 3 ครั้ง โดยจะไม่เริ่มทำประชามติครั้งแรก จนกว่าจะมีการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 แล้วเสร็จ ส่วนตัวเห็นว่าโอกาสที่จะทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทันการเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นไปได้น้อยมาก โดยวิธีที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นจริงได้ คือ ลดการทำประชามติจาก 3 ครั้ง เหลือ 2 ครั้ง ที่ผ่านมา กมธ. ได้หารือกับนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2564 รวมทั้งการเข้าหารือกับประธานรัฐสภาในวันนี้ (27 พ.ย.67) เพื่อให้มีการทบทวนการตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวและบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะทำให้มี ส.ส.ร. จะต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันกับการเลือกตั้งครั้งต่อไป
นายพริษฐ์ กล่าวถึงตัวแปรที่จะกำหนดกรอบเวลาให้เกิด ส.ส.ร. ได้ ว่า ประกอบด้วยหลายปัจจัย หากมีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีหมวด ส.ส.ร. เข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้ และคณะกรรมการประสานงานฯ และประธานรัฐสภา เห็นว่าสามารถบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมได้ก็สามารถทำได้ทันที และมีการนัดประชุมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ วาระแรก ในเดือน ธ.ค.67 ก็มีความเป็นไปได้ว่า อาจจะผ่านการพิจารณา 3 วาระภายในเวลา 3-6 เดือน หากเป็นเช่นนั้นการทำประชามติรอบแรก ที่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เมื่อร่างกฎหมายประชามติ ผ่านความเห็นชอบแล้ว ก็อาจจะมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. และหากทำได้ภายในปี 2568 ส.ส.ร. ก็จะมีเวลายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในปี 2569 ซึ่งอาจจะใช้เวลา 6-12 เดือน จากนั้นจึงจะมีการจัดทำประชามติครั้งที่ 2 ช่วงต้นปี 2570 ก็จะทันกับการเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไป ดังนั้น ตนอยากให้รัฐบาลทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน
นายพริษฐ์ กล่าวถึงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรา ซึ่งถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมแล้ว ว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายต้องหารือกันว่าจะกำหนดวันพิจารณาในวันใด แต่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะให้มีการตั้ง ส.ส.ร. นั้น ยังไม่ถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ต้องผ่านความเห็นชอบของประธานรัฐสภาก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเสนอให้ประธานรัฐสภาพิจารณาเมื่อช่วงต้นปี 2567 ณ เวลานั้น ประธานรัฐสภา ตัดสินใจไม่บรรจุ โดยอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2564 และอ้างอิงการตีความของคณะกรรมการประสานงานเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งวันนี้เราอยากให้มีการทบทวนการตัดสินใจดังกล่าวก็ได้มีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเดิมกลับเข้าไปพร้อมกับข้อมูลใหม่ที่มีความเห็นส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผลสรุปการหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบการพิจารณาต่อไป
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ตนอยากเห็นคือ ความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เพราะเป้าหมายของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ทันกับการเลือกตั้งครั้งต่อไปเป็นสิ่งที่ทั้งรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นตรงกัน ที่ผ่านมา กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ได้ทำหนังสือเข้าพบทั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานรัฐสภา แล้วเหลือครั้งต่อไป คือ การเข้าพบกับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าจะให้เข้าพบเมื่อใด ซึ่ง กมธ. การพัฒนาการเมืองฯ พร้อมเข้าหารือ
ด้าน ว่าที่ร้อยตำรวจตรี อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงาน และเสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภา กล่าวว่า คณะกรรมการฯ ได้รับมอบหมายจากประธานรัฐสภา ให้นำข้อมูลใหม่และความเห็นเพิ่มเติมจากศาลรัฐธรรมนูญ ไปประกอบการพิจารณาทบทวนกับคำวินิจฉัยเดิม ส่วนจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญร่างเดิมได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผู้เสนอเข้ามา ประกอบกับดุลยพินิจของคณะกรรมการแต่ละคน ซึ่งมีทั้งผู้บริหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่นำมาพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวมีมาตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ซึ่งคณะกรรมการมีหน้าที่เพียงให้ความเห็นประกอบ แต่ผู้ใช้ดุลยพินิจ คือ ประธานรัฐสภา
ณัฐพล สงวนทรัพย์ ข่าว/เรียบเรียง