นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งของกองกำลังว้าแดง และรัฐบาลเมียนมา ว่า กมธ.มีความกังวลเรื่องความขัดแย้งชายแดนมาโดยตลอด โดยเมื่อความรุนแรงมีมากขึ้น ย่อมกระทบต่อผู้บริสุทธิ์ ทำให้เกิดการอพยพ ซึ่งข้อมูลการอพยพจากองค์การสหประชาชาติ (UN) มีตัวเลขเกิน 2 ล้านคนไปแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยสามารถรองรับผู้อพยพได้เพียง 1 แสนคน ดังนั้นต่อกรณีที่เกิดขึ้นไทยจะมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับไทยไม่ได้ ขณะเดียวกันจะปิดกั้นไม่ให้ผู้อพยพเข้ามาในประเทศไทยก็ไม่ได้เช่นกันเนื่องจากจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศโดยเฉพาะประเทศไทยเป็นคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการเรื่องนี้ให้ดี
ต่อกรณีกองกำลังว้าล้ำเขตแดน ประเด็นนี้ กมธ.จะนำเข้าหารือในที่ประชุม 13 ธ.ค. นี้ พร้อมกับเรื่องของกรณีการยิงเรือประมงพื้นบ้าน ซึ่งกองกำลังว้า มีชื่อเสียงเรื่องอาชญากรรมยาเสพติดข้ามชาติ มีการผลิตยาเสพติดอยู่ในเขตอิทธิพลของว้า เกิดปัญหาล้ำเขตแดนไทย ซึ่งปัญหาล้ำเขตแดนนี้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดด้วยหรือไม่ เป็นวาระสำคัญที่จะต้องพูดคุย ขณะเดียวกันการผลิตยาเสพติดนั้นต้องใช้พลังงาน มีการตั้งข้อสังเกตว่าไฟฟ้าในการผลิตนั้นมาจากประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งเดิมไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในเมืองท่าขี้เหล็กของเมียนมา ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของว้า มาจากไฟฟ้าในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ดังนั้นจะต้องสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่ามีการบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไร อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในเมียนมาขณะนี้ยังมีความซับซ้อนอยู่มาก การเมืองภายในประเทศเมียนมา จะเป็นอย่างไรตนเองขอไม่ก้าวล่วงอนาคตของประเทศเมียนมาต้องตัดสินโดยคนเมียนมา แต่สิ่งที่ประเทศไทยจะทำได้คือการเปิดพื้นที่หารือพูดคุยกันเพื่อสร้างสันติสุขในประเทศเมียนมา
ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว /เรียบเรียง