20 ม.ค.69 - คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ร่วมภาคเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ จัดสัมมนา เวทีฟังเสียงประชาชน : ประเทศไร้ทิศ เศรษฐกิจไร้ทาง สะท้อนปัญหาเอสเอ็มอีขาดสภาพคล่อง เข้าไม่ถึงแหล่งทุน เผชิญกฎหมายล้าสมัย เปิดช่องเงินไหลสู่ทุนผูกขาด–ระบบใต้ดิน ขณะที่ตัวแทนพรรคการเมืองเสนอเร่งปรับปรุงกฎหมาย สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

image

        คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา โดยคณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ร่วมกับสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สภาเอสเอ็มอี และสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย จัดสัมมนา เวทีฟังเสียงประชาชน : ประเทศไร้ทิศ เศรษฐกิจไร้ทาง ณ ห้องประชุมสัมมนาบี 1-5 อาคารรัฐสภา โดยมีนายปฏิมา จีระแพทย์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัยฯ เป็นประธานในพิธีฯ

    โดยนายปฏิมา กล่าวว่า การจัดเวทีสัมมนาฯครั้งนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเศรษฐกิจ และระดมความคิดเห็นเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมทั้งต้องขอบคุณตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งตนต้องขอเน้นย้ำ ให้ทุกพรรคการเมือง จะต้องตระหนักถึงความรัก ความสามัคคี และการสร้างบรรยากาศการเมืองแบบสร้างสรรค์ โดยเน้นความร่วมมือมากกว่าการโจมตีซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนรุ่นใหม่ และเสริมสร้างประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน

    สำหรับปัญหาเอสเอ็มอี ภายในประเทศ นั้น นายปฏิมา กล่าวว่า ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี กำลังเผชิญกับปัญหาหนัก ทั้งด้านสภาพคล่อง และการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้นตนจึงอยากให้พรรคการเมืองนำประเด็นปัญหาเหล่านี้ไปพิจารณาเพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลืออย่างตรงจุด  ตลอดจนก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก และสามารถยกระดับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ภายในงานยังมีการบรรยาย ในหัวข้อ ปัญหาเศรษฐกิจ SMEs สะท้อน 3 ปัญหาหลัก คือ  เรื่องเงินไหลสู่ทุนผูกขาด เงินไหลลงสู่ระบบใต้ดิน และเงินไหลออกนอกประเทศ โดยมีตัวแทนจากภาคธุรกิจร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อาทิ นายอุดมธิปก ไพรเกษตร จากสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย นายสุปรีย์ ทองเพชร จากสภาเอสเอ็มอี และนายสถาพน พัฒนะคูหา จากสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย 

   โดยนายสุปรีย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจเอสเอ็มอียังอยู่ในภาวะวิกฤติ เนื่องจากการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด โดยเฉพาะการเข้าไม่ถึงแหล่งทุนแท้จริง จนกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และนำไปสู่การผูกขาดทุนใหญ่ก่อให้เกิดทุนเทาในที่สุด ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็น ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อยอย่างเต็มรูปแบบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับประเทศที่สร้างความได้เปรียบในอนาคต

    ขณะเดียวกันยังได้มีการเสวนาหัวข้อ กำหนดทิศประเทศไทย แก้ปัญหาเศรษฐกิจ SMEs โดยตัวแทนพรรคการเมืองหลายพรรคเข้าร่วม เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชน และพรรคไทยสร้างไทย

   โดยนายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ ตัวแทนพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ทุนเทาเกิดจากผู้ประกอบการธุรกิจ เข้าไม่ถึงระบบแหล่งเงินทุนที่ถูกต้อง เนื่องจากกฎหมายล้าสมัย และเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ต่างชาติมากจนเกินไป จนทำให้เงินไหลออกนอกระบบ และส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นทางพรรคไทยสร้างไทย จึงขอเสนอให้มีการทบทวนและปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยขึ้น เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีอย่างเป็นธรรม และยกระดับพัฒนาผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ขณะที่นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกฎหมายของประเทศไทยในเรื่องของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่างๆยังคงมีความล้าหลัง ซึ่งส่งผลให้เป็นช่องว่างให้กับทุนเทา ในการแทรกแซงธุรกิจเอสเอ็มอี และนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นในการลงทุนต่อต่างชาติ ดังนั้นตนจึงขอเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อลดช่องว่างทางกฎหมายและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืนต่อไป

อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ