21 ม.ค. 69 – สว.เปรมศักดิ์ เพียยุระ เสนอให้ กมธ.การเศรษฐกิจฯ วุฒิสภา ตรวจสอบการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะเหรียญ USDT ที่อาจเป็นปัจจัยสำคัญทำเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ เตือนหากปล่อยไว้โดยไม่กำกับดูแล อาจบ่อนทำลายเสถียรภาพระบบการเงินไทยโดยไม่รู้ตัว

image

          นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยว่าตนได้ยื่นญัตติต่อ นายกำพล สุภาแพ่ง ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เพื่อขอให้คณะกรรมาธิการพิจารณาประเด็นค่าเงินบาทแข็งผิดปกติ ซึ่งประธาน กมธ.เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ จึงเตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมเชิญตนเข้าร่วมประชุมในฐานะผู้เสนอญัตติ ส่วนสาเหตุที่ต้องการให้ กมธ. พิจารณาเรื่องนี้ เพราะมีนักวิชาการในตลาดทุนตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่มีข้อมูลการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบอัตราแลกเปลี่ยน แต่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กลับมีข้อมูลว่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศมีมูลค่าสูงเฉลี่ยเดือนละกว่า 1 แสนล้านบาท และมีลักษณะการซื้อขายที่แตกต่างจากการเก็งกำไรตามปกติ โดยพบว่าเหรียญที่มีความผันผวนสูงอย่างบิตคอยน์ (Bitcoin) กลับมีสัดส่วนการซื้อขายไม่ถึงร้อยละ 20 ขณะที่เหรียญ USDT ซึ่งเป็น Stablecoin ที่มีมูลค่าอ้างอิงกับเงินดอลลาร์สหรัฐ กลับมีสัดส่วนการซื้อขายสูงสุด เห็นได้จากรายงานของ ก.ล.ต. เดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า USDT มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 52 ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมด 

          นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่าข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับความกังวลในแวดวงตลาดทุนว่า กระดานซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยอาจถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินของกลุ่มสแกมเมอร์ บ่อนพนันออนไลน์ และธุรกิจสีเทา โดยนำเงินผิดกฎหมายมาแปลงเป็น USDT ก่อนแลกเป็นเงินบาทและโอนออกนอกประเทศได้อย่างสะดวก ส่งผลให้เงินทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนของไทย และดันค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติโดยไม่ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้ ธปท. เร่งจัดทำระบบรายงานเงินเข้า – ออก ในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัลให้มีความชัดเจนและรัดกุม เทียบเท่ามาตรฐานธนาคารกลางในต่างประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

          นพ.เปรมศักดิ์ ยังชี้ว่าผลกระทบจากเงินบาทแข็งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดเงิน แต่ทำให้ต้นทุนของไทยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และญี่ปุ่น ส่งผลกระทบต่อภาคส่งออก ภาคเกษตร และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอให้คณะกรรมาธิการเชิญสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด เข้าชี้แจงข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อพิจารณาหาแนวทางกำกับดูแลและป้องกันผลกระทบเชิงระบบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

คริส พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง (แฟ้มภาพ)

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ