21 ม.ค. 69 – ประธาน อนุ กมธ.ด้านตลาดทุนฯ วุฒิสภา สรุปผลเวทีเสวนาประเทศไร้ทิศ เศรษฐกิจไร้ทิศทาง ชี้ SMEs กว่า ร้อยละ 50 เสี่ยงปิดกิจการ เหตุขาดเงินทุน-รัฐไม่หนุนตรงจุด แนะรัฐเร่งบังคับใช้กฎหมาย - ปรับปรุงเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุน และสร้างกลไกป้องกันทุจริตเชิงนโยบาย เตรียมรับมือต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

image

             นายปฏิมา จีระแพทย์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา พร้อมด้วย นายพงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต รองประธาน กมธ. และคณะ ร่วมแถลงสรุปผลการจัดสัมมนาเรื่อง “เวทีฟังเสียงประชาชน : ประเทศไร้ทิศ เศรษฐกิจไร้ทิศทาง” ว่า การจัดเสวนาครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กมธ.การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา โดยคณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ร่วมกับสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สภาเอสเอ็มอี และสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย จัดขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ โดยเชิญตัวแทนจากสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย และตัวแทนจากพรรคการเมือง ร่วมให้ข้อมูลเชิงลึกถึงสถานการณ์ความยากลำบากของผู้ประกอบการในปัจจุบัน ซึ่งพบว่า กลุ่ม SMEs ที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 98 ของผู้ประกอบการทั้งประเทศ กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์อย่างรุนแรงจากการขาดแคลนเงินทุนและการสนับสนุนที่ตรงจุดจากภาครัฐ ส่งผลให้ธุรกิจมากกว่าครึ่งหนึ่งต้องปิดตัวลง ขณะที่ตัวแทนจากพรรคการเมือง ได้มีการเสนอแนวทางต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปราบปรามการทุจริตของประเทศ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศจะเดินหน้ายกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นไป ทั้งนี้ ตนขอฝากข้อเสนอแนะถึงพรรคการเมืองในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งว่า ขอให้ปรับทิศทางการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ลดการโจมตีฝ่ายตรงข้าม และหันมาให้ความสำคัญกับนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง รวมถึงการเปิดกว้างที่จะนำนโยบายที่เป็นประโยชน์ของพรรคอื่นมาปรับใช้เพื่อขับเคลื่อนประเทศในอนาคต

            ด้าน นายพงษ์ศักดิ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงปัญหาทุนเทาที่กำลังคุกคามเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า ประเทศไทยได้กลายเป็นพื้นที่เป้าหมายสำหรับการลงทุนเพื่อฟอกเงินจากต่างชาติ ซึ่งเงินเหล่านี้ได้เริ่มแทรกซึมเข้าสู่บริษัทขนาดใหญ่และหน่วยงานภาครัฐในลักษณะการครอบงำกิจการ โดยคาดการณ์ว่ามีมูลค่าเงินฟอกสูงถึง 2 แสนล้านบาท แต่รัฐสามารถอายัดได้เพียงหลักหมื่นล้านบาทเท่านั้น จึงมีการเสนอให้ภาครัฐตรวจสอบที่มาของเงินทุนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกรณีที่มีการลงทุนสูงเกินกว่าฐานะทุนจดทะเบียนอย่างผิดปกติ รวมถึงต้องเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายต่อการทุจริตในตลาดหลักทรัพย์และปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เสนอแนวทางการปฏิรูปการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI โดยควรยุติการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการไทยมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว เพื่อปิดช่องว่างไม่ให้ทุนเทาแฝงตัวเข้ามาแข่งขัน พร้อมทั้งผลักดันให้มีการเลิกใช้แพลตฟอร์มต่างชาติที่ไม่จดทะเบียนในประเทศไทยเพื่อป้องกันเงินรั่วไหล และหันมาสนับสนุนแพลตฟอร์มของคนไทยเองเพื่อลดภาระค่าธรรมเนียมและส่งเสริมนโยบาย "Made in Thailand" อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันควรมุ่งเน้นการชูจุดแข็งของประเทศในฐานะ "Safe Haven Country" ที่บูรณาการด้านเกษตร ท่องเที่ยว และสุขภาพ เพื่อดึงดูดกลุ่มพำนักระยะยาวที่มีคุณภาพจากทั่วโลก

ปรีณาพรรณ ขวัญสกุล /ข่าว

อรุณี ตันศักดิ์ดา /เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ