"Policy Watch Connect 2026 เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ" ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา Policy Watch The Active ThaiPBS และเครือข่ายภาคประชาสังคมกว่า 40 องค์กร ณ อาคารรัฐสภา ระหว่างวันที่ 12-22 มกราคม 2569
ซึ่งในช่วงบ่ายวันนี้ มีการจัดเวที “Policy Forum สกัดเส้นเงิน ทุนสีเทา” โดย นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน พันตำรวจเอก สีหนาท ประยูรรัตน์ อดีตเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (อดีตเลขาธิการ ปปง.) รองศาสตราจารย์ นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดำเนินรายการโดยนายฉัตร คำแสง จากศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง 101 Public Policy Think Tank หรือ 101 PUB และนางสาวอรุชิตา อุตมะโภคิน จากศูนย์สื่อสารวาระทางสังคม และนโยบายสาธารณะ
เวทีเริ่มต้นที่ประเด็น "การฟอกเงิน" หัวใจสำคัญที่ทำให้เงินผิดกฎหมายนำมาใช้ได้ คำถามคือจะทำอย่างไรให้การฟอกเงินเกิดขึ้นได้ยากที่สุดหรือมีการป้องกันการฟอกเงินอย่างเป็นระบบได้อย่างไร โดยรองศาสตราจารย์ นวลน้อย กล่าวว่า พื้นฐานประเทศไทยมีปัญหาเกี่ยวกับ ทุนเทามายาวนาน หากไปดูการประเมินของนักประเมินเศรษฐกิจทั้งหลาย ประเทศไทยอยู่ใน 10 อันดับแรก ที่มีการฟอกเงินสูงที่สุดของโลก ดังนั้น การมีทุนเทามากขนาดนี้ต่อเนื่องยาวนานหลาย 10 ปี สะท้อนให้เห็นหลายอย่าง โดยเฉพาะปัญหาการใช้บังคับกฎหมายที่อ่อนแอ แม้จะมีกฎหมายฟอกเงินอยู่แล้ว แต่การบังคับใช้กฎหมายกลับอ่อนแอในทุกเรื่อง จึงไม่แปลกที่ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในสวรรค์ที่กลุ่มทุนเทาจะมาฟอกเงิน ผ่านรูปแบบต่าง ๆ ทั้งอสังหาริมทรัพย์ การเปิดร้านค้า ธุรกิจที่ยากจะคาดการณ์ถึงแหล่งที่มาของเงินหรือเส้นเงิน โดยปี 2026 ทุนเทาปัจจุบันเปลี่ยนรูปแบบการฟอกเงินโดยพุ่งเป้าไปที่ธุรกิจดิจิทัล ซึ่งโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีเร็วกว่ากำหนด จากการเกิดของโควิ-19 ซึ่งทุกอย่างพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด รวมถึงวิธีการฟอกเงินด้วย หลอกลวงไปด้วย ฟอกเงินไปด้วย ซึ่งทำได้อย่างหลากหลายและรวดเร็วขึ้น
ด้านนางสาวสฤณี ให้ความเห็นเรื่องการฟอกเงินในตลาดทุน ซึ่งมีวิวัฒนาการซับซ้อนขึ้น โดยยอมรับว่ามีอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ใช่ในตลาดข้ามพรมแดนอย่างที่เห็นทุกวันนี้ หากย้อนไปที่คำถามที่คุ้นเคย นั่นคือการปั่นหุ้น ใช้นอมินีอำพรางตัวตนในตลาดหุ้น การใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้น แต่สามารถตรวจพบได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเห็นด้วยที่กฎหมายมี แต่มีปัญหาเรื่องบังคับใช้ และเมื่อการฟอกเงินขยายไปยังธุรกิจสแกมเมอร์ ทำให้ทุนเทามีมูลค่ามหาศาล อย่างในกัมพูชา เมื่อตัวเลขเงินมหาศาลกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศกัมพูชาที่เล็กนิดเดียว จึงไม่พ้นที่กลุ่มทุนเทาต้องมาฟอกเงินในประเทศไทย เช่น เปิดธุรกิจบังหน้า ในอดีตกลุ่มทุนเทาอาจต้องคำนึงถึงกำไร จึงต้องคิดให้รอบคอบว่าจะทำธุรกิจอะไร สามารถรับการขาดทุนได้แค่ไหน แต่เมื่อมีเงินหลักหมื่นหลักแสนล้านบาท อาจจะไม่ต้องคิดอะไรมาก
การฟอกเงินในตลาดหุ้นมี 2 รูปแบบ คือ พื้นฐานดั้งเดิม เอาเงินสกปรกมาแปลงเป็นหุ้น ซึ่งถามว่าจะดักหรือจะรู้ได้อย่างไร ต้องย้อนกลับไปที่กฎหมายฟอกเงินที่บัญญัติหน้าที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าตัวกลางหรืแสถาบันการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ มีหน้าที่ต้องรายงานสิ่งที่มีเหตุอันควรสงสัย ตั้งแต่โบรกเกอร์รับลูกค้า โดยกฎหมายมีกลไกอยู่แล้ว แต่คำถามคือการบังคับใช้ บุคลากรที่มีหน้าที่ทำหน้าที่หรือไม่ ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่สำคัญ
และอีกรูปแบบ คือ ความพยายามสร้างเครื่องยนต์ฟอกเงิน โดยใช้บริษัทในตลาดหุ้นหรือสถาบันการเงินเป็นฐาน ซึ่งเป็นเรื่องที่รุนแรง เช่น ธนาคารที่รู้ว่ามีเงินเข้ามาจำนวนมาก หากยึดธนาคารมาได้ สามารถสั่งธนาคารได้ เมื่อเงินเข้ามาจำนวนมาก ก็ให้ธนาคารปล่อยผ่าน ไม่ต้องสนใจ หรือความพยายามต้องการไปเป็นส่วนร่วมในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี เพื่อจะได้สร้างทางด่วนส่งเงินไปแปลงเป็นสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ได้โดยง่าย ซึ่งเราจะทราบหรือไม่ว่าธนาคารใดที่หละหลวม และจะแยกแยะตัวกลางที่ทำหน้าที่อย่างรัดกุมเข้มข้น ไม่ตกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มทุนเทาได้หรือไม่
ขณะที่พันตำรวจเอก สีหนาท สะท้อนให้เห็นช่องโหว่ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ว่า ที่ผ่านมามีความพยายามยกร่างแก้ไขกฎหมายฟอกเงินมาโดยตลอด จนกระทั่งล่าสุดก่อนยุบสภา ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ผ่านการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการวิสามัญไปแล้ว ซึ่งเป็นการยกเครื่องกฎหมายใหม่ที่ดีมาก นอกจากนี้ ยังมีร่างกฎหมาย แก้ปัญหาเงินเทา โดยกำหนดมาตรการดำเนินการกับบุคคลที่ได้ทรัพย์สินมาจากการกระทำความผิด เป็นกฎหมายคล้ายกับในสหภาพยุโรป (EU) มี Sanction List บุคคลที่ไปเกี่ยวข้องต้องถูกประกาศห้ามทำธุรกรรม โดยน่าจะได้ผลดีเหมือนที่ต่างประเทศใช้กัน จึงอยากฝากให้ฝ่ายบริหารนำกฎหมายฉบับนี้มาใช้ ซึ่งทำเสร็จแล้วและจะเป็นประโยชน์กับประชาชน
พันตำรวจเอก สีหนาท ยังอธิบายถึงปัญหาความไม่เข้าใจและความไม่ร่วมมือของหน่วยงานที่ถูกตรวจสอบหรือที่มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการยึดอายัดทรัพย์สินจากการฟอกเงิน ที่มักจะประสบปัญหาเมื่อ ปปง. เข้าไปขอข้อมูลหรือความร่วมมือต่าง ๆ เนื่องจากหน่วยงานไม่เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ว่าจะต้องทำอย่างไร หลายครั้งที่ตนในฐานะเลขาธิการ ปปง. ในขณะนั้น ต้องทำเรื่องไปถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อแจ้งไปยังหน่วยงานนั้น ๆ ว่า สำนักงาน ปปง. มีอำนาจตามกฎหมายในการขอข้อมูลหรือความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวจริง
ทั้งนี้ เวที “Policy Forum สกัดเส้นเงิน ทุนสีเทา” เป็นวิธีเสวนาวิชาการสุดท้าย ในงาน "Policy Watch Connect 2026 เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ" ซึ่งในวันพรุ่งนี้จะมีการเปิดตลาดนโยบาย โค้งสุดท้ายสำหรับพรรคการเมือง หรือ Policy Market Place พร้อมจัดทำสมุดปกขาวที่รวบรวมข้อเสนอนโยบายจากภาคประชาชน จากทุกเวทีส่งต่อไปยังพรรคการเมืองอีกด้วย
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง