26 ม.ค. 69 –รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ชี้ทางออกเกษตร–สิ่งแวดล้อมไทย เสนอรัฐผลิตปุ๋ยเอง ตัดวงจรทุนผูกขาด - ปรับโครงสร้างปาล์มใช้โมเดล สอน. พร้อมวางมาตรการเข้มจัดการสิ่งแวดล้อม รับมือกีดกันทางการค้าโลก

image

        ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ "นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมไทย พรรคการเมืองตอบคำถามเพื่อการเลือกตั้ง 2569 ภายใต้ข้อจำกัดทางงบประมาณและความเป็นไปได้เชิงนโยบาย" โดย ระบุว่า ตนเชื่อในระบบการแข่งขันเสรี และไม่เชื่อในระบบทุนผูกขาด ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ดำเนินนโยบายเพื่อลดอำนาจทุนผูกขาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคพลังงานที่สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ถึงร้อยละ 16 หรือ 76 สตางค์ ถือเป็นการลดค่าไฟที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับทุกพรรคการเมือง และเป็นนโยบายที่ต้องเผชิญกับทุนพลังงานโดยตรง เนื่องจากโครงสร้างการผลิตไฟฟ้ากว่าร้อยละ 70 เป็นของภาคเอกชน ซึ่งปัญหาหลักในภาคเกษตร คือ เรื่องปุ๋ย ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ไม่สามารถผลิตปุ๋ยได้เอง ต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด ทั้งที่ประเทศมีทรัพยากรครบถ้วน โดยเฉพาะแม่ปุ๋ยหลัก NPK ซึ่งโพแทสเซียมสามารถผลิตได้จากโคราช ขณะที่ไนโตรเจนสามารถนำมาจากโรงปิโตรเคมีของ ปตท. ดังนั้นจึงเสนอให้รัฐเข้ามาดำเนินการผลิตปุ๋ยเอง โดยให้รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมด เพื่อควบคุมต้นทุนและตัดวงจรทุนผูกขาด พร้อมระบุว่า หากดำเนินการได้สำเร็จ ราคาปุ๋ยจะลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถเริ่มต้นการเพาะปลูกโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงจนขาดทุนตั้งแต่แรก

        ด้านราคาพืชผลทางการเกษตร ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า ขอเสนอให้ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการปาล์มน้ำมัน ใหม่ ใช้โมเดลเดียวกับสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ด้วยระบบแบ่งผลประโยชน์ 70:30 ระหว่างเกษตรกรและโรงงาน และต้องมีหน่วยงานถาวรเป็นเจ้าภาพ ไม่ใช่ใช้เพียงคณะกรรมการที่เปลี่ยนไปตามการเมือง ซึ่งทำให้ขาดความต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าได้ยกร่างกฎหมายปาล์มน้ำมันเสร็จสมบูรณ์แล้ว รอเพียงการเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ เช่นเดียวกับเรื่องข้าวที่สามารถดำเนินการในแนวทางเดียวกันได้ หากมีการกำหนดสูตรปุ๋ย สูตรสารเคมี และการควบคุมพันธุ์พืชอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐสามารถดำเนินการได้ แม้จะต้องเผชิญกับทุนผูกขาด

        ขณะที่ ด้านสิ่งแวดล้อม ดร.อรรถวิชช์ กล่าวถึงการกีดกันทางการค้าในรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในรูปภาษีศุลกากร แต่เปลี่ยนมาเป็นมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและภาษีคาร์บอน อาทิ CBAM และ EUDR โดยเห็นว่ากฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเทรดคาร์บอนเครดิต ควรอยู่ภายใต้กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตเป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดเก็บภาษี หากไม่ดำเนินการเอง ประเทศจะเสียเปรียบในการค้าระหว่างประเทศ พร้อมยกตัวอย่างความเด็ดขาดในการแก้ปัญหาการเผาอ้อยที่ใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทำให้สามารถลดสัดส่วนอ้อยเผาลงอย่างมีนัยสำคัญ จนสามารถทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่าความเด็ดขาดและการบังคับใช้กฎหมาย คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศเดินหน้าได้ ทั้งนี้ ตนขอฝากถึงนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ให้หันมาศึกษาเรื่องมาตรฐานสิ่งแวดล้อม คาร์บอนเครดิต และตลาดใหม่ โดยเฉพาะตะวันออกกลางซึ่งมีมาตรฐานฮาลาลที่หลากหลาย ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ไม่จำกัดเฉพาะอาหาร ซึ่งเป็นทิศทางเศรษฐกิจและโอกาสอาชีพใหม่ในอนาคต

อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง

พรรครวมไทยสร้างชาติ ข้อมูล/ภาพ

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ