นายชิบ จิตนิยม รองประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภายหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต และทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคทวีความตึงเครียดอย่างมาก โดยประเมินว่าการอ้างเรื่องอาวุธนิวเคลียร์อาจเป็นเพียงเหตุผลทางการเมือง ขณะที่เป้าหมายสำคัญของสหรัฐฯ อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่าน ทั้งนี้ อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ และพันธมิตรในหลายประเทศตะวันออกกลาง ขณะที่ยังมีการข่มขู่ว่าจะใช้อาวุธขั้นสูง รวมถึงขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างขึ้น
รองประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ ระบุว่า การที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นทันทีกว่า 8% และอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยช่องแคบดังกล่าวมีน้ำมันกว่า 1 ใน 5 ของโลกขนส่งผ่าน ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจโลก รวมถึงทำให้ตลาดหุ้นหลายประเทศปรับตัวลดลง สำหรับประเทศไทย นายชิบ ระบุว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เตรียมแผนรับมือ โดยเปิดศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อจัดหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากภูมิภาคอื่น รวมถึงปรับเส้นทางเดินเรือเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ขณะที่รัฐบาลไทยได้ติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยของคนไทยในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคนไทยในอิหร่านราว 200–300 คน และในอิสราเอลเกือบ 50,000 คน ซึ่งมีการเปิดให้อพยพตามความสมัครใจแล้ว
รองประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ เสนอว่า ไทยควรวางตัวเป็นกลางอย่างสมดุล ไม่เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ รวมถึงโอกาสด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาและสันติวิธี นอกจากนี้ มองว่าสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดขององค์การสหประชาชาติ (UN) ในการยับยั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ ขณะที่บางประเทศ เช่น มาเลเซีย ได้ออกแถลงการณ์ประณามการใช้กำลังทางทหาร ส่วนจีนและรัสเซียยังคงแสดงท่าทีระมัดระวังต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
คริส พุทธชาติ ข่าว/เรียบเรียง (แฟ้มภาพ)