16 มี.ค.69 - กมธ.การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา เสนอรายงานศึกษาการจัดการกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตรายของไทย ชี้ไทยยังมีช่องว่างทั้งระบบข้อมูล การกำกับดูแล และการบังคับใช้กฎหมาย หลังพบปัญหาลักลอบทิ้งของเสียกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนที่อยุธยา พร้อมเสนอแนวทางแก้ไข ตั้งแต่ปรับกฎหมาย พัฒนาระบบติดตามของเสีย ไปจนถึงการฟื้นฟูเยียวยาและเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม

image

           ที่ประชุมวุฒิสภา มีมติเห็นชอบรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดการกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตรายของประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภาพิจารณาเสร็จแล้ว พร้อมทั้งเห็นชอบกับข้อเสนอแนะของ กมธ. โดยหลังจากนี้จะนำเสนอรายงานดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

             นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ประธาน กมธ.กล่าวถึงสาระสำคัญของการจัดทำรายงานว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตบนฐานความยั่งยืนและความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศแต่ในขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งกำเนิดของกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตราย หากขาดการบริหารอย่างถูกวิธี จากการศึกษาพบว่าประเทศไทยยังเผชิญปัญหาสำคัญหลายประการ ได้แก่ ระบบการจัดเก็บข้อมูลและการรายงานที่ยังไม่ครอบคลุม ภาระต้นทุนของภาคเอกชนในการจัดการกากอุตสาหกรรมให้ถูกต้องตามมาตรฐาน และความตื่นตัวของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงที่ยังอยู่ในระดับจำกัด โดยเฉพาะกรณีจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่พบการลักลอบทิ้งและฝังกลบของเสีย ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน และพื้นที่เกษตรกรรม สะท้อนถึงช่องว่างในการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมาย จึงจำเป็นต้องกำหนดนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนเป็นระบบ เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีประสิทธิภาพและยั่งยืน

 

        ทั้งนี้คณะกรรมาธิการมีประเด็นสังเกตและข้อเสนอแนะ ได้แก่ 1.ด้านการกฎหมายและการบังคับใช้ ปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงงานและกฎหมายเกี่ยวกับกากอุตสาหกรรมให้เข้มงวดขึ้น จัดการกากอุตสาหกรรมให้ครอบคลุมของเสียอันตรายทุกประเภทและกำหนดโทษปรับและโทษอาญาที่สูงขึ้น 2. ด้านระบบติดตามเทคโนโลยี จัดตั้งระบบติดตามกากอุตสาหกรรมระดับชาติ (national waste tracking system) และพัฒนาฐานข้อมูลกลางเพื่อติดตามการผลิตขนย้ายและกำจัดกากอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ส่งเสริมการจัดตั้งและพัฒนาเขตอุสาหกรรมเชิงนิเวศ ให้โรงงานใช้ทรัพยากรร่วมกันและแลกเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบ 3. ด้านฟื้นฟูและเยียวยา จัดตั้งคลินิกสิ่งแวดล้อมเพื่อติดตามผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมหลังการเกิดปนเปื้อนอย่างเป็นระบบ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยรายได้ 4. ด้านการบริหารจัดการการมีส่วนร่วม บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้การกำกับดูแลของผู้ว่าราชการเป็น ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ใช้แอปพลิเคชันและช่องทางดิจิทัลในการแจ้งเบาะแส และ 5.ด้านแผนยุทธศาสตร์และการวิจัย จัดทำ Roadmap ระดับชาติเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 

 

อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย ข่าว/เรียบเรียง

ประมวลผลภาพ

วิดีโอ