การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) มีวาระเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ.2566) กำหนดให้การเลือกเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเชิญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อายุสูงสุดเป็นประธานชั่วคราว คือ นายไพโรจน์ โล่สุนทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคเพื่อไทย เพื่อดำเนินการ โดย สส. แต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อ สส.ได้ 1 ชื่อ เพื่อชิงตำแหน่งและต้องมี สส. รับรองไม่น้อยกว่า 20 คน และถ้ามี สส. เสนอชื่อประธานชั่วคราวชิงตำแหน่ง ให้ สส. ที่มีอายุสูงสุดในลำดับถัดไปเป็นประธานชั่วคราวแทน
สส. ที่ถูกเสนอชื่อจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ หากเสนอชื่อเพียงคนเดียว ถือว่าพูดถูกเสนอชื่อนั้นเป็นผู้ได้รับเลือก หากเสนอหลายชื่อให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ โดยในการลงคะนน ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงจาก สส. มากที่สุด ในแต่ละตำแหน่ง จะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานและรองประธานสภาฯ เมื่อการเลือกจบแล้วให้แจ้งรายชื่อผู้ได้รับการดำรงตำแหน่งไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ
ก่อนเข้าสู่วาระการเลือกประธานและรองประธานสภาฯ นายไพโรจน์ ในฐานะประธานชั่วคราวในที่ประชุม แจ้งต่อที่ประชุมให้ สส. ลุกขึ้นปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560
จากนั้นนายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาฯ ขณะที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
นายโสภณ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ขอบคุณสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ได้เสนอชื่อตนในการเป็นประธานสภาฯ ในครั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่ตนอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติได้เห็นการทำงาน ตั้งแต่สภาฯ ในรุ่นก่อน ตั้งแต่ยกชาร์ตประกอบการอภิปรายจนถึงยุคปัจจุบันที่ใช้ AI ในการทำงาน ดังนั้น จากประสบการณ์ที่ตนได้เห็นมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย หวังว่าสภาฯ ชุดนี้จะได้หลอมรวมเอาประสบการณ์ดี ๆ ความรู้สมัยใหม่ในการทำงานสภาฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อประชาชน
พรรคภูมิใจไทย ได้อาสาประชาชนมาทำงานเพื่อแก้ปัญหาของประเทศนี้ โดยอำนาจหน้าที่ของประธานสภาฯ และสถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งมี 3 ประการ ประการแรก คือ นำเรื่องราวความเดือดร้อนของประชาชน ผ่านการปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้ หรือเสนอญัตติ ตนอยากเห็นสภาฯ ใช้กลไกเหล่านี้ มาบอกกล่าวเพื่อให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ประการที่ 2 คือ การตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร อยากเห็นการตรวจสอบที่มีคุณภาพและมีความสมดุล เป็นเหตุเป็นผล และประการที่ 3 เป็นอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ คือ การบัญญัติกฎหมาย โดยทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิฤต ทั้งสังคม การค้า เศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์โลก และที่สำคัญความขัดแย้งที่นำไปสู่สงคราม ตนอยากเห็นสภาฯ แห่งนี้ได้เป็นหลักในการฟันฝ่าวิกฤตเหล่านี้เคียงคู่ไปกับรัฐบาล คือ การใช้กฎหมาย โดยในอดีตการเสนอกฎหมายส่วนใหญ่มาจากรัฐบาล ครั้งนี้ตนอยากเห็นการเสนอกฎหมายที่ออกจากสภาฯ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน โดยปัจจุบันไทยมีกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นจำนวนมาก ทั้งไม่สามารถบังคับใช้ได้ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ตนจึงหวังว่าในสภาฯ ชุดนี้ จะต้องสังคายนากฎหมายเหล่านั้น ส่วนกฎหมายใหม่ที่จะนำมาเสนอเพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารได้ไปทำงาน ต้องทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันพัฒนาการของโลกและวิวัฒนาการของประเทศ
ในอดีตเห็นกระบวนการออกกฎหมายที่ใช้เวลานาน สมัยประชุมหรือแม้แต่สมัยของสภาฯ ก็ยังไม่สามารถออกกฎหมายได้ ซึ่งคิดว่าประชาชนไม่พึงปรารถนาที่จะให้สภาฯ นี้ ใช้วาทกรรมเอาชนะกัน โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ คิดว่าประชาชนต้องการเห็นการออกกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือที่จะให้รัฐบาลนำไปบริหารอย่างเป็นรูปธรรม จึงหวังอย่างยิ่งว่าสมาชิกในสภาฯ นี้จะได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน ให้สภาฯ เป็นที่พึ่งหวังของประชาชน หากเราไม่สามารถสร้างความศรัทธาให้สภาฯ แห่งนี้ ก็ยากที่จะทำให้เกิดระบอบประชาธิปไตยที่จะพัฒนาประเทศได้ ทั้งนี้ ตนขอปวารณาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ขณะที่นายพริษฐ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่เสนอชื่อตนในวาระการเลือกประธานสภาฯ เข้าใจดีว่าการเสนอชื่อตนในวันนี้ เป็นการเสนอชื่อโดยไม่ได้คาดหวังว่าตนจะเป็นผู้ได้รับเลือกเข้าไปทำหน้าที่เป็นประธานสภาฯ เพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พรรคประชาชนก็ชัดเจนมาโดยตลอดว่าเคารพสิทธิของพรรคอันดับ 1 ในการเดินหน้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และวันนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าได้รวบรวมเสียงเพียงพอแล้ว และคงจะถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยในการลงมติเลือกประธานสภาฯ แต่ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาชนมองว่าบทบาทของเราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบรัฐบาลและการผลักดันกฎหมายในสภาฯ เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบทบาทของการแสดงวิสัยทัศน์และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศนั้นควรจะเดินไปอย่างไร เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้ว่าที่รัฐบาลรับไว้พิจารณาและเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต
ภารกิจที่สำคัญที่สุดของประธานสภาฯ ณ เวลานี้ คือ การกอบกู้ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภาฯ เป็นเรื่องน่าเหลือชื่อว่าแม้สภาฯ จะเป็นองค์กรเดียวระดับชาติที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่ในหลายครั้งสภาฯ ก็กลับทำลายศรัทธาของประชาชนไปมากเช่นกัน แล้วคำถามที่ว่าประธานสภาฯ จะทำอะไรได้กับภารกิจนี้ โดยข้อบังคับการประชุมฯ ข้อ 9 (1) ระบุไว้ชัดว่าประธานสภาฯ นั้นจะต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ และเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนก็เห็นตรงกันว่าประธานสภาฯ นั้น จะต้องวางตนเป็นกลาง ระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรค ระหว่างสมาชิกทุกคน
โดยตนมีความเห็นว่าหากเราจะทำให้สภาฯ แห่งนี้เป็นองค์กรที่ประชาชนฝากความหวังไว้ได้ มีอย่างน้อย 4 เรื่องสำคัญที่หวังว่าประธานสภาฯ คนถัดไปจะต้องไม่วางตนเป็นกลาง คือ เรื่องแรก ระหว่างหยุดอยู่กับที่และการเดินไปข้างหน้า ตนอยากเห็นสภาฯ ถูกใช้ประโยชน์มากกว่านี้จากเทคโนโลยีในอนาคตเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของงานนิติบัญญัติ เช่น การจัดทำระบบฐานข้อมูลที่รวบรวมคำอภิปรายทั้งในห้องประชุมใหญ่และคณะกรรมาธิการ เพื่อให้ประชาชนสามารถค้นหาได้ว่าสภาฯ ได้ศึกษาเรื่องอะไร มีข้อเสนอแนะอะไรไปแล้วบ้าง จะได้ไม่ต้องเสนอซ้ำเสนออีก หรือการเพิ่มความเป็นไปได้ของการประชุมออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการประชุมสภาฯ หรือการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญเกี่ยวกับการพิจารณาร่างกฎหมาย เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อวิกฤตของประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอวาระการประชุมปกติ
เรื่องที่ 2 ต้องไม่วางตนเป็นกลาง ระหว่างการปกปิดกับความโปร่งใส สภาฯ ที่โปร่งใสจะทำให้ประชาชนรับรู้ว่าผู้แทนที่เลือกเข้ามาทำงานคุ้มค่ากับภาษีประชาชนหรือไม่ โดยการจัดทำและเผยแพร่ Dashboard ให้ประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ทันที อีกสิ่งหนึ่งคือการสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการเหมือนกับการถ่ายทอดสดการประชุมสภาฯ เรื่องที่ 3 จะต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่างการเผาผลาญกับการปกป้องภาษีประชาชน ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชนเผชิญกับปัญหาปากท้อง จากวิกฤตทั้งภายในและภายนอก อยากเห็นประธานสภาฯ เป็นแบบอย่างที่ดีกับการนำงบประมาณมาใช้แก้ไขปัญหาประชาชน และเรื่องสุดท้าย ประธานสภาฯ จะต้องไม่หวังตนเป็นกลาง ระหว่างอำนาจของใครไม่กี่คนกับอำนาจของประชาชน หวังว่าประธานสภาฯ คนถัดไปจะลุกขึ้นมาถือธงในการปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชนทุกคนไม่ให้ถูกขัดขวางบิดเบือนครอบงำโดยอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้การได้มาและการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระนั้นเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทางการเมือง ในฐานะตัวแทนของ สส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง ประธานสภาฯ จะต้องมีบทบาทสำคัญในการรวมพลังทุกพรรคและสมาชิกทุกคนเพื่อตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา แล้วทำให้สังคมมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งถัดไปจะเสรี เป็นธรรม และโปร่งใส และในฐานะประธานรัฐสภา จะต้องทำให้กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง รวดเร็ว เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน ทุกชุดความคิด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่ได้แสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
สุดท้ายคำถามที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ว่าใครจะได้เป็นประธานสภาฯ แต่คือคำถามที่ว่า 4 ปี ข้างหน้านี้ สภาฯ แห่งนี้ จะยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดกับกลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่ม ที่อาจจะมีความพยายามครอบงำสภาฯ แห่งนี้
สำหรับเสียงในสภาฯ ขณะนี้ สส. 499 คน ฝ่ายรัฐบาล 15 พรรค มีเสียงรวม 290 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้าน 7 พรรค มีเสียงรวม 209 เสียง แต่จะลงคะแนนได้ 208 เสียง เนื่องจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อแล้ว
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง