นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้ง โดยมีนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวรายงาน พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้บริหาร และบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วม ณ ห้องสัมมนา ชั้น B1 อาคารรัฐสภา
นายโสภณ กล่าวบรรยายในหัวข้อ เรื่องเล่าของรัฐสภาไทย ตอนหนึ่งว่า มีความยินดีและตั้งใจเข้าร่วมเวทีสัมมนาครั้งนี้ พร้อมแสดงความยินดีกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาทำหน้าที่ในสภาชุดที่ 27 โดยสภาชุดนี้ได้มอบความไว้วางใจให้ตนทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมระบุว่า ต้องการเห็นสถาบันนิติบัญญัติเป็นสถาบันที่ประชาชนศรัทธาและพึ่งพาได้ ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความสามัคคีของสมาชิกทุกคน โดยขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยึดมั่นคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน และปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ จากประสบการณ์ทำงานทางการเมืองกว่า 25 ปี ได้เห็นพัฒนาการของรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง และเห็นว่าหน้าที่สำคัญของผู้แทนราษฎร นอกจากการทำงานในพื้นที่แล้ว การทำหน้าที่ในสภามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะรัฐสภาเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของฝ่ายบริหาร ทั้งผ่านการปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้ถาม การเสนอญัตติ และกระบวนการออกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากสามารถก้าวข้ามความแตกต่างระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล และหันมาหารือเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันได้ จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างสร้างสรรค์ พร้อมทั้งเสนอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศึกษาข้อบังคับการประชุมสภาฯอย่างละเอียด และหากข้อใดไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันควรพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ภาพลักษณ์ของสภาเป็นที่ยอมรับของประชาชนมากยิ่งขึ้น สำหรับแนวทางการพัฒนาการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีแนวคิดให้เริ่มการประชุมเร็วขึ้น และปรับรูปแบบการปรึกษาหารือ โดยเปิดช่องทางให้สมาชิกสามารถส่งเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนในรูปแบบลายลักษณ์อักษรถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะได้รับการพิจารณาเช่นเดียวกับการหยิบยกหารือในที่ประชุมสภา ขณะเดียวกัน ในส่วนของการเสนอญัตติ หากเป็นญัตติที่เคยเสนอในสภาชุดก่อนแล้ว อาจนำมาปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อช่วยประหยัดเวลาในการพิจารณาของสภา
นายโสภณ ยังกล่าวว่า รัฐสภาจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการของรัฐสภามากขึ้น ทั้งในขั้นตอนการพิจารณากฎหมาย การปรึกษาหารือ และการยื่นเรื่องร้องทุกข์ โดยต้องมีช่องทางที่สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงได้ จึงจำเป็นต้องพัฒนารัฐสภาไปสู่แนวคิดของรัฐสภาสมัยใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะผ่านระบบออนไลน์ และพัฒนาระบบรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้มีความเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับโครงการสัมมนาเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้ง จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และอำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนต่อไป
อรพรรณ ขันทองคำ ข่าว/เรียบเรียง