นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) ว่า รู้สึกดีใจและขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความไว้วางใจ พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เนื่องจากตำแหน่งในการทำงานมาพร้อมกับหน้าที่ความรับผิดชอบและความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งนี้ ในฐานะที่ดูแลด้านนวัตกรรม งานวิจัย และอุดมศึกษา ได้เริ่มพูดคุยในหลายเรื่องแล้ว ทั้งเรื่องเกี่ยวกับวิกฤตพลังงาน พลังงานทดแทน ไบโอดีเซล การพัฒนาเครื่องจักรเครื่องยนต์โดยใช้พลังงานโซลาร์เซลล์เพื่อทดแทนน้ำมัน ซึ่งได้มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับการอยู่อาศัยอย่างปลอดภัยจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนภาคเหนือได้รับความเดือดร้อน โดยจะนำเทคโนโลยีภาพถ่ายจากดาวเทียมมาใช้ติดตามและมอนิเตอร์ข้อมูลไฟป่าอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการระดมหน้ากาก N95 ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ซึ่งในแต่ละมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและให้ความรู้แก่ประชาชนมาโดยตลอด
ต่อข้อถามถึงกรอบการทำงาน โดยเฉพาะด้านสังคมที่พรรคเพื่อไทยดูแล นายยศชนัน กล่าวว่า การดูแลครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มเปราะบาง เด็ก การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปจนถึงคนวัยทำงานและสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งได้มีการวางแผนรองรับไว้ล่วงหน้าพอสมควรแล้ว และพร้อมที่จะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทันทีในเดือนแรก โดยจะมีเรื่องที่มีความจำเป็นต้องทำเร่งด่วน มีแนวทางในการวางแผนแจ้งให้ประชาชนรับทราบว่าอะไรจะเป็นสิ่งที่ต้องทำในระยะ 1 ปี และอะไรจะเป็นความหวังที่จะทำในระยะ 2 ปี และ 4 ปี ซึ่งต้องมีการสื่อสารให้ชัดเจน
นอกจากนี้ นายยศชนัน ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยยืนยันว่าไม่สามารถทำงานเพียงลำพังได้ จึงจะใช้กลไกการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารเพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่จะบรรจุในกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นั้น นายยศชนัน กล่าวว่า มีทั้งหมด 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกในด้านอุดมศึกษา คือ เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การปรับโครงสร้างต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยปัจจุบันหลายประเทศมองประเทศไทยเป็นหมุดหมายที่ต้องการเข้ามาลงทุน จึงต้องพิจารณาว่าทักษะของบุคลากรและแรงงานไทยพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกเพียงพอ หรือไม่ ส่วนเรื่องที่สอง คือ การวางโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวเพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ ซึ่งทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงและลงทุนในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงกระทรวงเดียว จำเป็นต้องบูรณาการร่วมกับกระทรวงการคลังในเรื่องนโยบายและงบประมาณ รวมถึงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกรูปแบบและทุกมิติ เพื่อให้การพัฒนาครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจปากท้อง ควบคู่กับมิติการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างครบถ้วน
อรุณี ตันศักดิ์ดา ข่าว/เรียบเรียง