นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อภิปรายต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากการแถลงนโยบายของรัฐบาลมีอย่างน้อย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ นโยบายที่พรรคร่วมรัฐบาลเคยหาเสียงไว้ควรถูกสะท้อนอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล การสร้างความหวังและทิศทางการพัฒนาประเทศโดยนายกรัฐมนตรี และการใช้คำแถลงนโยบายเป็นเอกสารอ้างอิงในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในอนาคต ซึ่งจากการพิจารณารายละเอียดนโยบายของรัฐบาลพบว่าบางประเด็นสำคัญขาดรายละเอียด เช่น นโยบายค่าไฟฟ้า 3 บาท รวมถึงบางโครงการที่ปรากฏในนโยบายแต่ไม่มีความชัดเจน อาทิ โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการที่ถูกตั้งคำถามมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความคุ้มค่า ผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความมั่นคง และประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการดูแลอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ไม่ปรากฏแนวทางยกระดับหรือสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน รวมถึงแนวทางสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่ระบุเพียงหลักการสั้น ๆ แต่ไม่ได้กล่าวถึงกระบวนการพูดคุยเจรจาซึ่งเป็นกลไกสำคัญ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายของรัฐบาลส่วนหนึ่งเขียนในลักษณะกว้าง ไม่มีกรอบเวลาและตัวชี้วัดที่ชัดเจน ทำให้ยากต่อการติดตามตรวจสอบ และอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงปัญหาด้านคุณธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการบริหารประเทศ พร้อมกันนี้ ยังยกตัวอย่างกรณีวิกฤตพลังงาน โดยเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาด และการที่ภาคส่วนอื่นไม่ได้ร่วมแบกรับภาระ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับคำชี้แจงของรัฐบาลที่ระบุว่าการบริหารจัดการประสบความสำเร็จ ขณะที่การแก้ปัญหาราคามะพร้าว มองว่ามาตรการของรัฐบาลยังไม่ตรงจุด ชี้ว่าการเปิดให้นำเข้ามะพร้าวราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ราคามะพร้าวภายในประเทศต่ำกว่าต้นทุน กระทบต่อเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว พร้อมตั้งคำถามถึงทิศทางนโยบายรัฐบาลว่าจะสามารถดำเนินการให้เกิดผลได้จริงหรือไม่
ทั้งนี้ ระหว่างการอภิปราย มีสมาชิกบางส่วนลุกขึ้นประท้วง โดยนายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกรัฐสภา พรรคภูมิใจไทย ระบุว่าบางประเด็นที่อภิปรายเกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดก่อน ขณะที่รัฐบาลปัจจุบันที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้เริ่มดำเนินงาน จึงขอให้อภิปรายในประเด็นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา วินิจฉัยว่า เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลต่อเนื่อง การอภิปรายดังกล่าวจึงยังอยู่ในกรอบของการพิจารณาความเหมาะสมและความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน และอนุญาตให้ดำเนินการอภิปรายต่อไปได้
ด้านนายสยาม เพ็งทอง สส.บึงกาฬ พรรคภูมิใจไทย กล่าวอภิปรายสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ระบุว่าการบริหารราชการในปัจจุบันต้องเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และภัยพิบัติ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินมาตรการสำคัญในลักษณะ Quick Big Win ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การต่างประเทศ ความมั่นคง และสังคม พร้อมยกโครงการคนละครึ่งพลัส ถือเป็นมาตรการที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 โดยมีมูลค่าการใช้จ่ายรวมกว่า 84,000 ล้านบาท และช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.2 โดยเฉพาะร้านค้าระดับชุมชนที่สามารถสร้างรายได้และการจ้างงานในพื้นที่ ทั้งนี้ ได้เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงทบทวนการเพิ่มสิทธิ์และการตรวจสอบผู้ได้รับสิทธิ์ให้เหมาะสม พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์เรื่องการจัดเก็บภาษีให้ร้านค้าเข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อให้มาตรการสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกล่าวทิ้งท้ายว่า หวังว่ารัฐบาลจะบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อขับเคลื่อนประเทศตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมเป็นกำลังใจให้ทั้งรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป
อรพรรณ ขันทองคำ ข่าว/เรียบเรียง