ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร รับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 โดยนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมการและเลขานุการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา เป็นผู้กล่าวชี้แจงรายงานว่า กองทุนฯ มี วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา เป็นทุนเลี้ยงชีพ รักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือในกรณีทุพพลภาพ กรณีถึงแก่กรรม การให้การศึกษาบุตร และสวัสดิการสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด โดยมีกรอบกฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2516 มีผลใช้บังคับเมื่อ 23 พฤษภาคม 2556 โดยมีคณะกรรมการและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ดำเนินการ โดยคณะกรรมการมีหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของกองทุน กำหนดแนวทางการบริหารและการจ่ายเงินกองทุน ระดมการจัดหาทุน ออกระเบียบการจ่ายเงิน เก็บรักษา อนุมัติ การเบิกจ่ายเงิน และการยกเลิกการจ่ายเงิน การบริหารการจัดหาผลประโยชน์และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติ ตลอดจนปฏิบัติติการอื่นใดตามที่กฎหมายบัญญัติ
ส่วนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ในการบริหารกองทุนฯ ตามระเบียบของคณะกรรมการ รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ จัดทำรายงานและการบัญชีของกองทุนฯ จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีนำเสนอต่อคณะกรรมการ โดยการจัดทำรายงานการเงินของกองทุนฯ เป็นไปตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ตรวจสอบรายงานการเงิน ประกอบด้วยงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 งบแสดงผลการดำเนินงาน ทางการเงิน และงบแสดงการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ รวมถึงสรุปนโยบายการเงินสำคัญ ซึ่งมีความเห็นว่า รายงานการเงินดังกล่าวมีความถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญ ตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 180 ล้านบาท รายได้อื่นกว่า 31 ล้านบาท รวมรายได้กว่า 211 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นกว่า 234 ล้านบาท ซึ่งรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิกว่า 23 ล้านบาท
ต่อมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้อภิปรายต่อรายงาน เริ่มที่นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายว่า จริงอยู่ว่ากองทุนฯ ส่วนหนึ่งเป็นการให้สมาชิกรัฐสภาจ่ายเงิน สมทบเดือนละ 3,500 บาท เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ในเชิงสวัสดิการ 5 สิทธิ คือ เงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ) ค่ารักษาพยาบาล/ตรวจร่างกาย ปีละไม่เกิน 130,000 บาท เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร เบิกได้ 2 คน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงปริญญาตรี กรณีทุพพลภาพได้รับเงิน 15,000 บาทต่อเดือน และกรณีถึงแก่กรรมได้รับเงิน 200,000 บาท ซึ่งมองว่าเป็นกองทุนฯ ที่ให้สวัสดิการมากเกินไป และอยากเสนอแนะว่าหากปรับลดสวัสดิการตรงส่วนใดได้ก็ควรปรับลด ไม่เช่นนั้นกองทุนฯ อาจจะขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินการต่อได้ โดยยกตัวอย่างสิทธิในการได้รับเงินบำนาญเริ่มต้น 21,300 บาทต่อเดือน หากเป็น สส. เพียง 1 เดือน แต่ไม่ถึง 1 ปี ก็จะได้รับบำนาญไปตลอดชีวิต ซึ่งเห็นว่านี่เป็นการเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป
ด้านนายนพพล เหลืองทองนารา สส.จังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ต้องขอบคุณผู้ที่ริเริ่มกองทุนฯ นี้ ซึ่งแม้ผู้แทนราษฎรตั้งใจอาสามาทำงานให้ประชาชน แต่ผู้แทนเองก็ต้องกินต้องใช้ และไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีต้นทุนที่เท่ากัน ในอดีตมีผู้แทนหลายคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก หลังจากไม่ได้เป็นผู้แทนแล้ว แทบจะไม่มีที่อยู่อาศัย เป็นที่น่าสลดใจ ซึ่งตนเห็นด้วยที่อาจจะมีการปรับปรุงในสวัสดิการบางส่วนที่มากเกินไป แต่หากจะยกเลิกกองทุนฯ ไปเลยนั้น ตนไม่เห็นด้วย
นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.จังหวัดพิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า สภาคือความหลากหลาย ความหลากหลายทางความคิด เป็นผู้แทนของทุกกลุ่มอาชีพ หากบอกว่าสมาชิกอาสามากันเอง แต่ต้องอย่าลืมว่ายังมีกลุ่มอาชีพอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีต้นทุนมาก่อน เช่น ชาวนาที่กลุ่มเกษตรกรอยากให้เข้ามาในสภาเพื่อพูดเรื่องข้าวเรื่องปุ๋ย ครูที่ต้องลาออกมาลงสมัครเป็นผู้แทน ซึ่งอาจจะต้องไปแก้ไขที่หลักเกณฑ์การรับเงินบำนาญแทน มิเช่นนั้นในอนาคตเราก็จะไม่ได้เห็นผู้ที่ต้องการอาสามาแก้ไขปัญหาให้ประชาชน แต่ไม่มีต้นทุน เข้ามาอยู่ในสภาแห่งนี้
ทัดดาว ทองอิ่ม ข่าว / เรียบเรียง