การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่หนึ่ง) วาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในวันแรก(9 เม.ย. 69) เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 08.30 น. โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงนโยบายรัฐบาลครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ การต่างประเทศและความมั่นคง สังคม ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย การแถลงนโยบายของรัฐบาลยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และการยึดหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล ท่ามกลางการอภิปรายอย่างกว้างขวางของสมาชิกรัฐสภา หนึ่งในประด็นที่สมาชิกหยิบยกอภิปรายขึ้นตั้งข้อสังเกต นอกเหนือจากเรื่องวิกฤตพลังงาน ค่าครองชีพ คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตั้งข้อสังเกตว่า ในเอกสารนโยบายของรัฐบาลกล่าวถึงการทำประชามติในประเด็นรัฐธรรมนูญเพียงเล็กน้อย ทั้งที่ผลประชามติสะท้อนว่าประชาชนต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมตั้งคำถามว่ารัฐบาลต้องการให้เสียงประชาชนดังถึงระดับใดจึงจะเดินหน้าเปลี่ยนแปลงกติกาของประเทศ เช่นเดียวกับนายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ระบุว่า ผลประชามติจากประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงถือเป็นเจตนารมณ์ที่ชัดเจน และเสนอให้มีการพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายในสมัยประชุมนี้ โดยเห็นว่าควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2569
ขณะที่นายประสิทธิ์ โมทะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) จังหวัดน่าน พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงวิกฤตฝุ่น PM2.5 โดยระบุว่าแม้เจ้าหน้าที่และภาคประชาชนจะร่วมกันควบคุมไฟป่าอย่างเต็มที่ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ อุปกรณ์ และเทคโนโลยี จึงเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนเทคโนโลยีดับไฟป่าที่ทันสมัย จัดหาอุปกรณ์ป้องกันภัยให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร รวมถึงจัดทำยุทธศาสตร์ดับไฟป่าเชิงรุกและปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรเพื่อลดการเผา
ด้านนายอิทธิพล ชลธราศิริ สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน อภิปรายถึงปัญหาชาวนา โดยยกข้อมูลการส่งออกข้าวไทยในช่วงเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ปีการผลิต 2568/2569 พบว่ามีปริมาณ 1.343 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อนถึงร้อยละ 27 พร้อมตั้งคำถามต่อรัฐบาลถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งโครงการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท และคูปองส่วนลดปุ๋ย
นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล สส.สกลนคร พรรคกล้าธรรม ระบุว่าเกษตรกรกำลังเผชิญภาวะค่าครองชีพสูง รายได้ลดลงและหนี้สินเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน
ด้านนายยุทธนา ศรีตะบุตร สส.หนองคาย พรรคพลังประชารัฐ อภิปรายสนับสนุนนโยบายรัฐบาล โดยเห็นว่านโยบายหลายด้านสอดคล้องกับแนวทางของพรรคพลังประชารัฐ โดยเฉพาะนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยกว่า 13.3 ล้านคน พร้อมสนับสนุนให้ดำเนินการต่อเนื่อง รวมถึงนโยบายด้านเกษตรที่เปิดโอกาสให้เปลี่ยนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร และการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยเพื่อไปทำงานต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งวัน บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างคึกคัก สมาชิกรัฐสภาทั้งสองสภาผลัดเปลี่ยนกันอภิปรายอย่างต่อเนื่อง สะท้อนข้อเสนอและข้อห่วงกังวลในหลากหลายมิติของประเทศ
ในช่วงค่ำ คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ทยอยเข้าชี้แจงต่อที่ประชุม โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงวิกฤตพลังงานโลกจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและอาจยืดเยื้อ พร้อมระบุว่ารัฐบาลเตรียมมาตรการดูแลประชาชนโดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือสำคัญในการพยุงราคา รวมถึงดูแลกลุ่มขนส่ง กลุ่มเปราะบาง และภาคประมง เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพและต้นทุนสินค้า พร้อมยังระบุว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี จึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทน เช่น พลังงานชีวมวลและพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับภาคเกษตรกรรมในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในอนาคตสินค้าอาจจขาดแคลน และไม่ใช่เพียงน้ำมัน ราคาสินค้าที่ขยับขึ้นจะไม่ใช่แค่พลังงาน แต่รวมถึงสินค้าอื่นๆ ทั้งยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับโอกาสที่จะเกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ดังนั้น การออกมาตรการระยะสั้นเร่งด่วน ต้องครอบคลุมไปถึงประชาชนทุกกลุ่ม โดยต้องใช้ทรัพยากรดูแลประชาชนอย่างตรงจุดและคุ้มค่าที่สุด
ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงมาตรการดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยระบุว่ารัฐบาลจะดำเนินมาตรการทั้งการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ ผ่านโครงการสำคัญ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการไทยช่วยไทย ที่ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 3,000 รายการทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการขยายโครงการธงฟ้าเคลื่อนที่เพื่อนำสินค้าราคาประหยัดไปสู่ชุมชน รวมถึงเตรียมจัดจำหน่ายชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนราคาพิเศษในช่วงเปิดภาคเรียน ผ่านความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลจะมีความชัดเจนมากขึ้นภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 เม.ย. นี้ ซึ่งเป็นการประชุม ครม. ภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น
อรพรรณ ขันทองคำ ข่าว/เรียบเรียง