นายสกลธี ภัททิยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการพิจารณาศึกษากรณีชาวไทยรับรองบุตรเพื่อสวมสิทธิ์สัญชาติไทย หรือ พ่อทิพย์ โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง กรุงเทพมหานคร กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการต่างประเทศ เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง
นายสกลธี กล่าวว่า การดำเนินคดีที่ผ่านมาแบ่งเป็น 2 ระลอก โดยการจับกุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 มีหมายจับ 35 หมาย ส่วนครั้งที่สองเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายจับอีก 40 หมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามจับกุมผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี จากการชี้แจงของกระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีโรงพยาบาลเอกชนอย่างน้อย 8 แห่งเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว และอาจมีโรงพยาบาลของรัฐบางแห่งเกี่ยวข้องด้วย แต่ยังอยู่ระหว่างการขยายผล อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการฯ ไม่ต้องการให้การดำเนินคดีสิ้นสุดเพียงการจับกุมผู้กระทำผิดรายบุคคล แต่ต้องการให้ขยายผลไปถึงผู้บงการหรือเครือข่ายเบื้องหลัง เพื่อพิสูจน์ว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการข้ามชาติหรือกลุ่มอาชญากรรมขนาดใหญ่หรือไม่ ทั้งนี้ กรมการปกครองรายงานว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบผู้ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็น พ่อทิพย์ จำนวน 32 ราย มีกลุ่มเสี่ยงอีก 45 ราย และกลุ่มต้องสงสัย 556 ราย ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้สั่งตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 15 ปี ครอบคลุมทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด
นายสกลธี กล่าวต่อว่า คณะกรรมาธิการฯ จะประสานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อตรวจสอบการออกหนังสือเดินทางของเด็ก รวมถึงตรวจสอบว่ามีการนำสัญชาติไทยไปใช้เพื่อประโยชน์ด้านอื่น เช่น การถือครองทรัพย์สิน หรือเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์หรือไม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหากตรวจสอบทั่วประเทศ อาจพบผู้เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังได้รับข้อมูลจากภาคประชาชนว่า ปัจจุบันยังมีการโฆษณาผ่านคิวอาร์โค้ดรับจ้างดำเนินการแบบครบวงจร ตั้งแต่การคลอดจนถึงการแจ้งเกิด ซึ่งได้ส่งข้อมูลดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบแล้ว สำหรับช่องโหว่ของระบบ พบว่าขั้นตอนการรับรองบุตรยังอาศัยเอกสารจากโรงพยาบาลและการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ทะเบียนเป็นหลัก โดยยังไม่มีกฎหมายบังคับให้ตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ มีเพียงระเบียบที่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจสั่งตรวจในกรณีมีเหตุสงสัย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจยังเป็นภาระของผู้ยื่นคำขอ คณะกรรมาธิการฯ จะนำประเด็นดังกล่าวไปหารือเพื่อผลักดันการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดตามการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (พ.ร.บ.อุ้มบุญ) เพื่อป้องกันปัญหาการรับจ้างอุ้มบุญ การค้ามนุษย์ และการสวมสิทธิ์สัญชาติไทยในอนาคต นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังมีแผนประสานการทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลไปยังเครือข่ายที่อาจอยู่เบื้องหลังขบวนการดังกล่าว โดยหวังให้สามารถดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องได้ครบทั้งเครือข่าย และป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากสัญชาติไทยในระยะยาว
อรพรรณ ขันทองคำ /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง