สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยสำนักรักษาความปลอดภัย ร่วมกับสำนักบริการทางการแพทย์ประจำรัฐสภา จัดการฝึกซ้อมอพยพหนีไฟประจำปี พ.ศ. 2569 โดยจำลองเหตุการณ์เสมือนจริง มีข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง แม่บ้าน และบุคลากรทุกภาคส่วนของสำนักงานฯ ให้ความร่วมมือในการซักซ้อมอย่างพร้อมเพียงกัน
นายประพันธ์ศักดิ์ มีเงิน กันเกตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการควบคุมระบบนิรภัย และดับเพลิง สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าการซ้อมแผนอพยพหนีไฟครั้งนี้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการใช้นวัตกรรมและอุปกรณ์หนีไฟ ตลอดจนขั้นตอนการอพยพไปยังจุดรวมพลอย่างปลอดภัย การซ้อมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือแบบบูรณาการจากหน่วยงานภายนอก อาทิ สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางโพ สถานีตำรวจนครบาลบางโพ สำนักงานเขตดุสิต รวมถึงทีมแพทย์รับมือเหตุอุบัติภัยหมู่จากหลายโรงพยาบาลได้แก่ วชิรพยาบาล เกษมราษฎร์ประชาชื่น ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการนเรนทร (เอราวัณ) มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง และมูลนิธิร่วมกตัญญู
นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าวด้วยว่า อาคารรัฐสภาเป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษ มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 424,000 ตารางเมตร ความสูง 13 ชั้น รวมชั้นใต้ดิน ซึ่งมีความสลับซับซ้อนของประตูและทางออก โจทย์สำคัญจึงเป็นการฝึกซ้อมให้บุคลากรมีความเชี่ยวชาญในเส้นทางอพยพ เพื่อสร้างความมั่นใจและนำพาบุคคลสำคัญระดับประเทศ ทั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงผู้แทนหน่วยงานภายนอกที่เดินทางเข้ามาร่วมประชุมไม่วาระต่าง ๆ ให้สามารถอพยพออกจากพื้นที่ได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัยที่สุดหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น
นางอัจฉรา จูยืนยง ผู้อำนวยการสำนักบริการทางการแพทย์ประจำรัฐสภา เปิดเผยว่า การซ้อมแผนในครั้งนี้ถือเป็นการฝึกครั้งใหญ่ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบการประสานงานและการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งนอกจากบุคลากรของสำนักบริการทางการแพทย์ฯ แล้ว ยังได้เชิญบุคลากรจากสำนักต่าง ๆ ภายในอาคารรัฐสภาเข้าร่วมซ้อมแผนการแพทย์รวมเกือบ 50 คน เพื่อฝึกทักษะการประเมินและคัดแยกระดับความรุนแรงของผู้ป่วย ออกเป็นกลุ่มสีเขียว สีเหลือง และสีแดง ตามลักษณะอาการและระดับการหายใจ
สำหรับการซ้อมครั้งนี้ มีการจำลองเหตุการณ์เสมือนจริง โดยได้รับความร่วมมือจากแม่บ้านรัฐสภาร่วมจำลองเป็นผู้ประสบภัย และมีการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักรักษาความปลอดภัยที่ดูแลการระงับเหตุและเคลื่อนย้ายกับสำนักบริการทางการแพทย์ฯ ที่เข้าดูแลผู้บาดเจ็บฉุกเฉิน ส่วนเป้าหมายด้านเวลาการนำส่งโรงพยาบาล หากเกิดเหตุการณ์จริง ศูนย์อำนวยการทางการแพทย์ (Medical Command) จะทำหน้าที่ประสานงานกับโรงพยาบาลเครือข่ายที่อยู่ใกล้เคียงที่สุด ซึ่งในสภาพการจราจรปกติ รถพยาบาลจากโรงพยาบาลวชิรพยาบาลสามารถเดินทางมาถึงพื้นที่ได้ภายใน 5 นาที และในกรณีการจราจรติดขัดจะใช้เวลาไม่เกิน 10–15 นาที เพื่อให้ผู้ป่วยเคสวิกฤต (สีแดง) ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ณัฐเดช เอียดปุ่ม /ข่าว
ลักขณา เทียกทอง /เรียบเรียง